<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	>

<channel>
	<title>MBA Chanthaburi</title>
	<atom:link href="http://www.mba.aboutchan.com/?feed=rss2" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://www.mba.aboutchan.com</link>
	<description>Just another WordPress weblog</description>
	<pubDate>Tue, 31 Aug 2010 03:52:51 +0000</pubDate>
	<generator>http://wordpress.org/?v=2.5</generator>
	<language>en</language>
			<item>
		<title>Durian kura-kura</title>
		<link>http://www.mba.aboutchan.com/?p=287</link>
		<comments>http://www.mba.aboutchan.com/?p=287#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 31 Aug 2010 03:52:51 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[กิน ดื่ม เที่ยว]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.mba.aboutchan.com/?p=287</guid>
		<description><![CDATA[&#8211; Bear fruit at the foot of the tree 
These are Durian Batu found in Malaysia jungles and they belong to the Orang Asli. Not commercially-grown




I  have to thank c3 for the information about the durian plant which bears  the fruit at the trunk of the tree. Now I know it is called [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div><span style="font-size: 16pt; color: #006000;">&#8211; Bear fruit at the foot of the tree</span><span style="font-family: 'Courier New';"> </span></div>
<div style="margin-bottom: 12pt;"><span style="font-family: SimSun;">These are Durian Batu found in <span style="color: #1f497d;">Malaysia</span> jungles and they belong to the Orang Asli. Not commercially-grown<br />
</span><img src="http://t3.gstatic.com/images?q=tbn:ANd9GcTmcZrDHZoYmwAZlod9bUdU1NaxIaImAXSiaNMzmFWexw9Tcm8&amp;t=1&amp;usg=__8U1PHXuX1qGRLUBjfoWOlGhCFX4=" alt="" width="186" height="271" /><img src="http://t1.gstatic.com/images?q=tbn:ANd9GcQU1NmhvANNgp94YzJEdw9PrXQxiVNPD7iSSYcNiFUwtWsRL9M&amp;t=1&amp;usg=__ilmz2p4KOQ0wRSPVcqcajXNZ6eU=" alt="" width="194" height="259" /></div>
<div style="margin-bottom: 12pt;"><span id="more-287"></span></div>
<div style="margin-bottom: 12pt;"><a href="http://3.bp.blogspot.com/_o4I0skPGvsY/StQQAE1E_cI/AAAAAAAA4AA/nFIUYCVfyIc/s1600-h/untitled.bmp"><img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5391952247351737794" style="display: block; margin: 0px auto 10px; width: 274px; height: 400px; text-align: center;" src="http://3.bp.blogspot.com/_o4I0skPGvsY/StQQAE1E_cI/AAAAAAAA4AA/nFIUYCVfyIc/s400/untitled.bmp" border="0" alt="" /></a></p>
<div><a href="http://2.bp.blogspot.com/_o4I0skPGvsY/StQP_p-JDdI/AAAAAAAA3_4/krduOXChoLo/s1600-h/5.jpg"><img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5391952240141995474" style="display: block; margin: 0px auto 10px; width: 300px; height: 400px; text-align: center;" src="http://2.bp.blogspot.com/_o4I0skPGvsY/StQP_p-JDdI/AAAAAAAA3_4/krduOXChoLo/s400/5.jpg" border="0" alt="" /></a></div>
<div>I  have to thank c3 for the information about the durian plant which bears  the fruit at the trunk of the tree. Now I know it is called durian  kura-kura. Here is more information about it to share with everyone  here.</div>
<div>
Common name: Durian kura-kura; kekura</div>
<div>
Scientific name: Durio testudinarium</div>
<div>
<strong>Description: </strong>Medium  sized, very rare, wild durian of Borneo. The fruits are pale yellow to  brown in color, flesh is yellow. The flavour is often described as being  not as sweet as many of the other durians. Reputedly, the flesh is  stinkier than the common durian and can take quite a bit of getting used  to.
</div>
<div><strong>Propagation</strong>: By seeds.</p>
<p><strong>Native Range</strong>: Native to Borneo.</div>
<div>Sources:</div>
<div><a href="http://www.dougfurtek.com/Durian.html">http://www.dougfurtek.com/Durian.html</a></div>
<div><a href="http://www.tradewindsfruit.com/kura_kura.htm">http://www.tradewindsfruit.com/kura_kura.htm</a></div>
</div>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.mba.aboutchan.com/?feed=rss2&amp;p=287</wfw:commentRss>
		</item>
		<item>
		<title>คุณสมบัติ 8 ประการสู่ความสำเร็จ</title>
		<link>http://www.mba.aboutchan.com/?p=286</link>
		<comments>http://www.mba.aboutchan.com/?p=286#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 28 Aug 2010 12:41:07 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[ตากล้อง]]></category>

		<category><![CDATA[บทความน่าสนใจ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.mba.aboutchan.com/?p=286</guid>
		<description><![CDATA[คุณสมบัติ 8 ประการสู่ความสำเร็จ












ในการที่จะเล่นกีฬาให้ชำนาญจนมีความสามารถเป็นที่ยอมรับกัน  และจนถึงขนาดชนะได้รางวัลนั้น นอกจากผู้เล่นจะต้องมีทักษะพื้นฐานที่ดีแล้ว  ยังต้องฝึกฝนตัวเองอย่างสม่ำเสมออีกด้วย  จะเห็นว่าผู้ประสบความสำเร็จและเป็นผู้ชนะมักจะมี
สไตล์ในการเล่นที่แตกต่างกัน ไม่มีสไตล์ไหนที่ชนะตลอดหรือแพ้ตลอด

ในการลงทุนก็เช่นเดียวกัน เราจะต้องพยายามหาสไตล์การเล่นที่เหมาะกับตัวเราและมีความเชื่อมั่นว่าจะทำให้เราชนะ
ในเกมการลงทุน และค่อยๆ พัฒนาจนมีสไตล์ของตนเองที่ไม่มีใครเหมือนและไม่เหมือนใคร ใครจะรู้ สไตล์การลงทุนของ
ตัวคุณเองอาจจะประสบความสำเร็จอย่างสูงในอนาคตก็ได้ นักลงทุนระดับ “ปรมาจารย์” ที่ประสบความสำเร็จอย่างสูง
มีคุณสมบัติที่เหมือนๆ กันอยู่ 8 ประการด้วยกัน คือ

คุณสมบัติ #1 : มีความรอบรู้ (Breadth) 
จากการศึกษาพบว่าผู้ประสบความสำเร็จในการลงทุนมักมีความกระตือรือร้น  สนใจเรื่องราวต่างๆ รอบตัว  นอกจากข้อมูลซึ่งเกี่ยวข้องกับการลงทุนโดยตรงแล้ว  พวกเขายังให้ความสนใจกับสิ่งอื่นๆ ด้วย เช่น George Soros  มีความสนใจเรื่องปรัชญาและได้เข้าไปทำกิจกรรมหลายอย่างที่เกี่ยวข้องกับการ เมืองระดับโลกด้วย นักลงทุนที่ดีต้องเป็นผู้ที่มีความสนใจที่หลากหลาย  ไม่ตีกรอบตัวเองอยู่เฉพาะเรื่องใดเรื่องหนึ่งเท่านั้น  โดยเฉพาะในโลกทุกวันนี้ ซึ่งมีความเชื่อมโยงกันสูงมาก  เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในซีกโลกหนึ่ง อาจส่งผลกระทบต่อประเทศอื่นๆ  อย่างกว้างขวาง แม้แต่ประเทศที่อยู่ในอีก
ซีกโลกหนึ่งก็อาจได้รับผลกระทบอย่างมากและรวดเร็วอย่างคาดไม่ถึง เช่น [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>คุณสมบัติ 8 ประการสู่ความสำเร็จ</p>
<table class="contentpaneopen" border="0" cellspacing="0" cellpadding="0">
<tbody>
<tr>
<td class="buttonheading" width="100%" align="right"></td>
<td class="buttonheading" width="100%" align="right"></td>
</tr>
</tbody>
</table>
<table style="border-collapse: collapse;" border="0" cellspacing="2" cellpadding="2" width="100%" bordercolor="#000000">
<tbody>
<tr>
<td width="10%" valign="top"></td>
<td width="90%" valign="top">ในการที่จะเล่นกีฬาให้ชำนาญจนมีความสามารถเป็นที่ยอมรับกัน  และจนถึงขนาดชนะได้รางวัลนั้น นอกจากผู้เล่นจะต้องมีทักษะพื้นฐานที่ดีแล้ว  ยังต้องฝึกฝนตัวเองอย่างสม่ำเสมออีกด้วย  จะเห็นว่าผู้ประสบความสำเร็จและเป็นผู้ชนะมักจะมี<br />
สไตล์ในการเล่นที่แตกต่างกัน ไม่มีสไตล์ไหนที่ชนะตลอดหรือแพ้ตลอด</p>
<div>
<div>ในการลงทุนก็เช่นเดียวกัน เราจะต้องพยายามหาสไตล์การเล่นที่เหมาะกับตัวเราและมีความเชื่อมั่นว่าจะทำให้เราชนะ<br />
ในเกมการลงทุน และค่อยๆ พัฒนาจนมีสไตล์ของตนเองที่ไม่มีใครเหมือนและไม่เหมือนใคร ใครจะรู้ สไตล์การลงทุนของ<br />
ตัวคุณเองอาจจะประสบความสำเร็จอย่างสูงในอนาคตก็ได้ นักลงทุนระดับ “ปรมาจารย์” ที่ประสบความสำเร็จอย่างสูง<br />
มีคุณสมบัติที่เหมือนๆ กันอยู่ 8 ประการด้วยกัน คือ</div>
<div><span id="more-286"></span></div>
<div><span style="color: #0066cc;"><strong>คุณสมบัติ </strong><strong>#1 : </strong><strong>มีความรอบรู้ </strong></span><strong><span style="color: #0066cc;">(Breadth)</span> </strong></div>
<div>จากการศึกษาพบว่าผู้ประสบความสำเร็จในการลงทุนมักมีความกระตือรือร้น  สนใจเรื่องราวต่างๆ รอบตัว  นอกจากข้อมูลซึ่งเกี่ยวข้องกับการลงทุนโดยตรงแล้ว  พวกเขายังให้ความสนใจกับสิ่งอื่นๆ ด้วย เช่น George Soros  มีความสนใจเรื่องปรัชญาและได้เข้าไปทำกิจกรรมหลายอย่างที่เกี่ยวข้องกับการ เมืองระดับโลกด้วย นักลงทุนที่ดีต้องเป็นผู้ที่มีความสนใจที่หลากหลาย  ไม่ตีกรอบตัวเองอยู่เฉพาะเรื่องใดเรื่องหนึ่งเท่านั้น  โดยเฉพาะในโลกทุกวันนี้ ซึ่งมีความเชื่อมโยงกันสูงมาก  เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในซีกโลกหนึ่ง อาจส่งผลกระทบต่อประเทศอื่นๆ  อย่างกว้างขวาง แม้แต่ประเทศที่อยู่ในอีก<br />
ซีกโลกหนึ่งก็อาจได้รับผลกระทบอย่างมากและรวดเร็วอย่างคาดไม่ถึง เช่น กรณีวิกฤต “ต้มยำกุ้ง” ที่เกิดกับประเทศไทย<br />
ปี 2540 นั้นได้ส่งผลสะเทือนต่อระบบการเงินไปทั่วโลก เป็นต้น</div>
<div>
<div>
<div><span style="color: #0066cc;"><strong>คุณสมบัติ </strong><strong>#</strong><strong>2</strong><strong> : </strong><strong>ช่างสังเกต (</strong></span><strong><span style="color: #0066cc;">Observation)</span> </strong></div>
<div><strong> </strong></div>
<div>นักลงทุนที่ดีควรจะสวมวิญญาณนักสืบ เป็นคนที่ช่างสังเกต ใส่ใจในรายละเอียด รวมทั้งต้องจดจำข้อมูลที่สำคัญๆ<br />
ของหุ้นต่างๆ ได้ ยิ่งคุณจำรายละเอียดได้มากเท่าใด คุณจะยิ่งมีความสามารถในการวิเคราะห์ แยกแยะ รวมทั้งประเมิน<br />
ผลกระทบภายใต้สถานการณ์ต่างๆ ได้อย่างรวดเร็วกว่าคนอื่น กล่าวกันว่า Warren  Buffet นั้น เป็นคนช่างสังเกตและสามารถจดจำรายละเอียดของข้อมูลต่างๆ  ของบริษัทที่เขาไปลงทุนได้มากมายอย่างน่าทึ่ง ราวกับว่าตัวเขาเป็นเหมือน  “สารานุกรมเคลื่อนที่” ทีเดียว</div>
<div><span style="color: #0066cc;"><strong>คุณสมบัติ </strong><strong>#</strong><strong>3</strong><strong> : </strong><strong>ไม่มีอคติ (</strong><strong>Objectivity)</strong></span><strong> </strong></div>
<div><strong> </strong></div>
<div>นักจิตวิทยาได้ชี้ให้เห็นว่ามนุษย์นั้นเป็น “สัตว์สังคม” เมื่อได้มารวมกลุ่มกันเข้าแล้ว เพื่อจะไม่ให้เกิดปัญหาทางสังคมกับ<br />
ผู้อื่น จึงมีความโน้มเอียงที่จะตัดสินใจทำเรื่องต่างๆ  ในลักษณะที่คล้อยตามกระแสที่คนส่วนใหญ่นิยมทำกัน ทำให้เกิดพฤติกรรม  “สัญชาติญาณฝูงสัตว์” (herd instinct) เหมือนกับสัตว์ต่างๆ  ที่มักจะคล้อยตามจ่าฝูง นักลงทุนที่จะ<br />
ประสบความสำเร็จจะต้องมีความคิดที่เป็นอิสระ  และไม่ยอมให้ความคิดของตัวเองถูกครอบงำโดยกระแสของคนส่วนใหญ่  เพราะว่าความผิดพลาดเหล่านี้มักจะเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า  จนกลายเป็นพฤติกรรมที่สามารถคาดคะเนได้ล่วงหน้า</div>
<div><span style="color: #0066cc;"><strong>คุณสมบัติ </strong><strong>#4 : </strong><strong>รักษาวินัย (</strong><strong>Discipline)</strong></span><strong> </strong></div>
<div>นักลงทุนจะต้องมีความอดทนในการรอคอย เพราะโอกาสดีๆ หรือความคิดดีๆ  สำหรับการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนสูงๆ นั้นไม่ได้เกิดขึ้นทุกวัน เช่น Warren  Buffet ได้ชื่อว่าเป็นผู้มีวินัยในการลงทุนสูงมาก เขาเคยบอกว่าเคล็ด (ไม่)  ลับของ<br />
ความสำเร็จในการลงทุนของเขาก็คือต้องรู้จักอดทนอดกลั้น รอคอยโอกาส  ไม่ตัดสินใจตามกระแส และเมื่อโอกาสนั้นมาถึงต้อง “หวดให้สุดแรง”  (ภาษานักเบสบอล ซึ่งเป็นกีฬาที่คนอเมริกันชอบมาก) เพราะโอกาสดีๆ  ที่จะผ่านเข้ามาในชีวิต<br />
ของคนเรานั้น มีไม่บ่อยครั้งนัก</div>
<div>
<div>
<div><span style="color: #0066cc;"><strong>คุณสมบัติ </strong><strong>#5 : </strong><strong>มีความลึก (</strong><strong>Depth)</strong></span><strong> </strong></div>
<div>โดยปกติ “ความลึก” จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อคนเรามีสมาธิ  ซึ่งจะทำให้เราสามารถเพ่งความคิดให้แน่วแน่อยู่ที่สิ่งใดสิ่งหนึ่ง (focus)  และสามารถคิดได้อย่างมีอิสระ Soros  จะไม่ยอมให้มีใครรบกวนเลยเวลาที่เขาทำการซื้อขายอยู่ แม้ในช่วงที่<br />
ตลาดมีความผันผวนสูงเพราะมีข่าวใหญ่บางอย่างเข้ามากระทบ  เขาก็ยังไม่ยอมให้ใครคนไหนเข้าพบเพื่อมาสรุปข้อมูลและวิเคราะห์ผลกระทบให้ ฟัง จนกว่าเขาจะได้ “จัดการ” กับการลงทุนของเขาให้เรียบร้อยเสียก่อน</div>
<div><span style="color: #0066cc;"><strong>คุณสมบัติ </strong><strong>#6 : </strong><strong>มีความคิดสร้างสรรค์ (</strong><strong>Creativity)</strong></span><strong> </strong></div>
<div>ในการลงทุน  นักลงทุนที่ประสบความสำเร็จจำเป็นต้องเห็นภาพรวมของสิ่งต่างๆ เช่น  สภาวะเศรษฐกิจส่วนรวมของไทย เศรษฐกิจโลก  โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาวะเศรษฐกิจของประเทศมหาอำนาจต่างๆ  รวมถึงความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยที่สำคัญต่างๆ เช่น อัตราดอกเบี้ย  อัตราแลกเปลี่ยน ราคาน้ำมันด้วย  มิฉะนั้นเขาจะไม่สามารถคว้าโอกาสที่จะเกิดขึ้นได้<br />
หรือไม่สามารถจัดการกับความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นเพื่อลดทอนความเสียหายได้</div>
<div><span style="color: #0066cc;"><strong>คุณสมบัติ </strong><strong>#</strong><strong>7</strong><strong> : </strong><strong>มีฉันทะในสิ่งที่ทำ (</strong><strong>Passion)</strong></span><strong> </strong></div>
<div>นักลงทุนระดับปรมาจารย์ทุกคน “รัก” อาชีพการลงทุน  พวกเขามีความสุขกับการได้ทำในสิ่งที่ทำมากกว่าจะคิดเรื่องของผลตอบแทนที่ได้  Warren Buffet เคยพูดว่าตัวเขาเองว่า&#8230;Enjoy the process rather than the  proceeds…<br />
รู้สึกสนุกกับการทำให้ “ได้ผล” มากกว่าจะคำนึงถึง “ผลได้”</div>
<div><span style="color: #0066cc;"><strong>คุณสมบัติ </strong><strong>#</strong><strong>8</strong><strong> : </strong><strong>มีความยืดหยุ่น (</strong><strong>Flexibility)</strong></span><strong> </strong></div>
</div>
</div>
</div>
</div>
</div>
<div>
<div>ผู้ที่จะประสบความสำเร็จในการลงทุนนั้น ต้องเปิดใจพร้อมที่จะยอมรับข้อมูลใหม่ๆ และโลกทัศน์ที่เปลี่ยนแปลงไป<br />
ตลอดเวลา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พวกเขารู้ดีว่าการที่ยึดติดกับความคิด/ความเชื่อบางอย่างตายตัวเกินไปอาจเป็นการ<br />
โยนทิ้งโอกาสดีๆ ที่ผ่านเข้ามา (ตกเครื่องบิน) หรือทำให้เกิดผลเสียหายร้ายแรงต่อการลงทุน (เครื่องบินตก) ก็ได้<br />
ประเด็นก็คือ นักลงทุนที่ประสบกับความสำเร็จจะต้องกล้าที่จะยอมรับความจริง  ถ้าหากพบว่ามีการตัดสินใจผิดพลาดก็ต้องยอม “ตัดขาดทุน” (cut losses)  เสียแต่เนิ่นๆ แต่เมื่อตัดสินใจถูกต้องแล้ว ก็ต้องรู้จักปล่อยให้  “กำไรเพิ่มพูน”<br />
(run profits) ด้วยการไม่รีบขายหุ้นนั้นทิ้งไปด้วย</div>
<div>ทั้งหมดนี้คือคุณสมบัติที่นักลงทุนที่ประสบความสำเร็จมีอยู่คล้ายกัน  หากท่านเป็นผู้หนึ่งที่สนใจในการลงทุนเพื่ออิสรภาพทางการเงินในอนาคต  สามารถนำคุณสมบัติเหล่านี้ไปประยุกต์ใช้กับการลงทุนของตนเอง  และหากสนใจที่จะเรียนรู้กลยุทธ์การลงทุน และการบริหารเงินส่วนบุคคล  ไม่ควรพลาดหนังสือชุด <em>อยากรวย ต้องรู้ เคล็ด (ไม่) ลับ สู่&#8230;.อิสรภาพทางการเงิน</em> ทั้ง 4 เล่ม จากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย</div>
</div>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.mba.aboutchan.com/?feed=rss2&amp;p=286</wfw:commentRss>
		</item>
		<item>
		<title>หุ่นดีโดยไม่ต้องง้อศูนย์fitness</title>
		<link>http://www.mba.aboutchan.com/?p=285</link>
		<comments>http://www.mba.aboutchan.com/?p=285#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 28 Aug 2010 11:22:24 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[กิน ดื่ม เที่ยว]]></category>

		<category><![CDATA[fitness]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.mba.aboutchan.com/?p=285</guid>
		<description><![CDATA[








image002.gif (283.23 KiB) Viewed 104 times





image003.gif (59.19 KiB) Viewed 104 times





image004.gif (165.67 KiB) Viewed 104 times





image005.gif (74.29 KiB) Viewed 104 times





image006.gif (167.17 KiB) Viewed 104 times





image007.gif (180.78 KiB) Viewed 104 times





image008.gif (217.38 KiB) Viewed 104 times





]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<dl class="file">
<dt class="attach-image"><img onclick="viewableArea(this);" src="http://www.expertcore.org/download/file.php?id=1799&amp;sid=26c51d846eb70ff919a51fdbbdeee30f" alt="image001.gif" /></dt>
<dt class="attach-image"><span id="more-285"></span></dt>
<dt class="attach-image">
</dt>
</dl>
<div class="inline-attachment">
<dl class="file">
<dt class="attach-image"><img onclick="viewableArea(this);" src="http://www.expertcore.org/download/file.php?id=1800&amp;sid=26c51d846eb70ff919a51fdbbdeee30f" alt="image002.gif" /></dt>
<dd>image002.gif (283.23 KiB) Viewed 104 times</dd>
</dl>
</div>
<div class="inline-attachment">
<dl class="file">
<dt class="attach-image"><img onclick="viewableArea(this);" src="http://www.expertcore.org/download/file.php?id=1801&amp;sid=26c51d846eb70ff919a51fdbbdeee30f" alt="image003.gif" /></dt>
<dd>image003.gif (59.19 KiB) Viewed 104 times</dd>
</dl>
</div>
<div class="inline-attachment">
<dl class="file">
<dt class="attach-image"><img onclick="viewableArea(this);" src="http://www.expertcore.org/download/file.php?id=1802&amp;sid=26c51d846eb70ff919a51fdbbdeee30f" alt="image004.gif" /></dt>
<dd>image004.gif (165.67 KiB) Viewed 104 times</dd>
</dl>
</div>
<div class="inline-attachment">
<dl class="file">
<dt class="attach-image"><img onclick="viewableArea(this);" src="http://www.expertcore.org/download/file.php?id=1803&amp;sid=26c51d846eb70ff919a51fdbbdeee30f" alt="image005.gif" /></dt>
<dd>image005.gif (74.29 KiB) Viewed 104 times</dd>
</dl>
</div>
<div class="inline-attachment">
<dl class="file">
<dt class="attach-image"><img onclick="viewableArea(this);" src="http://www.expertcore.org/download/file.php?id=1804&amp;sid=26c51d846eb70ff919a51fdbbdeee30f" alt="image006.gif" /></dt>
<dd>image006.gif (167.17 KiB) Viewed 104 times</dd>
</dl>
</div>
<div class="inline-attachment">
<dl class="file">
<dt class="attach-image"><img onclick="viewableArea(this);" src="http://www.expertcore.org/download/file.php?id=1805&amp;sid=26c51d846eb70ff919a51fdbbdeee30f" alt="image007.gif" /></dt>
<dd>image007.gif (180.78 KiB) Viewed 104 times</dd>
</dl>
</div>
<div class="inline-attachment">
<dl class="file">
<dt class="attach-image"><img onclick="viewableArea(this);" src="http://www.expertcore.org/download/file.php?id=1806&amp;sid=26c51d846eb70ff919a51fdbbdeee30f" alt="image008.gif" /></dt>
<dd>image008.gif (217.38 KiB) Viewed 104 times</dd>
</dl>
</div>
<dl class="file">
<dt class="attach-image"><img onclick="viewableArea(this);" src="http://www.expertcore.org/download/file.php?id=1807&amp;sid=26c51d846eb70ff919a51fdbbdeee30f" alt="image009.gif" /></dt>
</dl>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.mba.aboutchan.com/?feed=rss2&amp;p=285</wfw:commentRss>
		</item>
		<item>
		<title>What will be, will be โฆษณา ไทยประกัน</title>
		<link>http://www.mba.aboutchan.com/?p=284</link>
		<comments>http://www.mba.aboutchan.com/?p=284#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 26 Aug 2010 03:16:11 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[กิน ดื่ม เที่ยว]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.mba.aboutchan.com/?p=284</guid>
		<description><![CDATA[When I was just a little girl
I asked my mother what will I be
Will I be pretty
Will I be rich
Here&#8217;s what she said to me 


Que sera sera
Whatever will be will be
The future&#8217;s not ours to see
Que sera sera
When I was just a child in school
I asked my teacher what should I try
Should I paint [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong>When I was just a little girl<br />
I asked my mother what will I be<br />
Will I be pretty<br />
Will I be rich<br />
Here&#8217;s what she said to me </strong></p>
<p><object classid="clsid:d27cdb6e-ae6d-11cf-96b8-444553540000" width="640" height="385" codebase="http://download.macromedia.com/pub/shockwave/cabs/flash/swflash.cab#version=6,0,40,0"><param name="allowFullScreen" value="true" /><param name="allowScriptAccess" value="always" /><param name="src" value="http://www.youtube.com/v/1ou3PWztgeo&amp;color1=0xb1b1b1&amp;color2=0xd0d0d0&amp;hl=en_US&amp;feature=player_embedded&amp;fs=1" /><embed type="application/x-shockwave-flash" width="640" height="385" src="http://www.youtube.com/v/1ou3PWztgeo&amp;color1=0xb1b1b1&amp;color2=0xd0d0d0&amp;hl=en_US&amp;feature=player_embedded&amp;fs=1" allowscriptaccess="always" allowfullscreen="true"></embed></object></p>
<p><span id="more-284"></span></p>
<p><span>Que sera sera<br />
Whatever will be will be<br />
The future&#8217;s not ours to see<br />
Que sera sera</p>
<p>When I was just a child in school<br />
I asked my teacher what should I try<br />
Should I paint pictures<br />
Should I sing songs<br />
This was her wise reply</p>
<p>Que sera sera<br />
Whatever will be will be<br />
The future&#8217;s not ours to see<br />
Que sera sera</p>
<p>When I grew up and fell in love<br />
I asked my sweetheart what lies ahead<br />
Will there be rainbows day after day<br />
Here&#8217;s what my sweetheart said</p>
<p>Que sera sera<br />
Whatever will be will be<br />
The future&#8217;s not ours to see<br />
Que sera sera</p>
<p>What will be, will be<br />
Que sera sera&#8230; </span></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.mba.aboutchan.com/?feed=rss2&amp;p=284</wfw:commentRss>
		</item>
		<item>
		<title>ไมโครเวฟ&#8230;ทำให้เกิดโรคมะเร็งได้</title>
		<link>http://www.mba.aboutchan.com/?p=283</link>
		<comments>http://www.mba.aboutchan.com/?p=283#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 24 Aug 2010 11:47:03 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[บทความน่าสนใจ]]></category>

		<category><![CDATA[รังสี ไมโครเวฟ โรคมะเร็ง คลื่นไมโครเวฟ ไมโครเวฟ เพอร์ซี]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.mba.aboutchan.com/?p=283</guid>
		<description><![CDATA[

ปัจจุบันบ้านเกือบทุกหลังคาเรือนนิยมใช้อุปกรณ์เครื่องไฟฟ้า  เช่น เตาอบไมโครเวฟ กันมากขึ้น  แต่คนส่วนใหญ่ยังเป็นกังวลเรื่องการใช้เตาอบไมโครเวฟในการประกอบอาหาร  เพราะกลัวว่าเตาอบไมโครเวฟจะระเบิดหรือแผ่รังสีที่เป็นอันตรายออกมา  ซึ่งจากความเชื่อที่ว่าเตาอบไมโครเวฟสามารถทำให้เกิดโรคมะเร็งได้นั้นเป็น ความจริงหรือไม่?
ศ.ดร. วิโรจน์ ตันตราภรณ์ ที่ปรึกษาสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี อธิบายว่า การ ที่คลื่นไมโครเวฟสามารถให้ความร้อนในเตาอบไมโครเวฟได้นั้นเพราะคลื่น ไมโครเวฟที่อยู่ในเตาอบไมโครเวฟนั้นเคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูง  เพราะฉะนั้นคลื่นไมโครเวฟที่อยู่ในเตาอบไมโครเวฟก็จะเคลื่อนที่สะท้อนกลับไป กลับมาเป็นพันๆ ล้านๆ ครั้งต่อวินาที  เปรียบเสมือนเวลาที่เราเดินผ่านมดถ้าเดินผ่านครั้งเดียวคงไม่สามารถที่จะ เหยียบมดให้ตายได้  แต่ถ้าเราเดินย่ำกลับไปกลับมาตรงที่เดิมหลายครั้งเราก็คงต้องเหยียบมดตายสัก ครั้ง  นี่คือเหตุผลว่าทำไมเตาอบไมโครเวฟจึงสามารถทำให้อาหารสุกและทำให้อาหารร้อน ได้
สมมุติว่าถ้าเรานำศีรษะของเราใส่เข้าไปในเตาอบไมโครเวฟแล้วปิดเตาอบ ไมโครเวฟ คลื่นไมโครเวฟก็คงทำให้ศีรษะเราพังได้เหมือนกัน  แต่ตามปกติแล้วเมื่อคลื่นไมโครเวฟเคลื่อนที่ผ่านร่างกายเรา  เราก็จะไม่รู้สึกอะไรเลย ก็เหมือนกับเวลาที่เราฟังวิทยุ  แม้ว่าจะนำวิทยุไปวางไว้ด้านหน้าหรือด้านหลังเราก็ได้ยินเสียงวิทยุเท่าเดิม   ในกรณีของคลื่นไมโครเวฟที่อยู่ในเตาอบไมโครเวฟนั้นบริเวณที่มีคลื่นไมโครเวฟ มากที่สุดก็คือบริเวณตรงกลางของเตาอบไมโครเวฟ  เพราะฉะนั้นถ้ามีมดสักตัวไต่อยู่ที่ฝาไมโครเวฟคลื่นไมโครเวฟก็จะเคลื่อนที่ ผ่านมดตัวนั้นไปโดยไม่เกิดอันตรายใดๆ กับมดเลย
นอกจากเราจะนำมดตัวนั้นวางไว้ตรงกลางของเตาอบไมโครเวฟเท่านั้น  ซึ่งโอกาสที่คลื่นไมโครเวฟที่อยู่ในเตาอบไมโครเวฟจะเข้าไปทำลายเซลล์หนึ่ง เซลล์ในสมองของเรานั้นมีเปอร์เซ็นต์น้อยมาก  ในการดำเนินชีวิตประจำวันมนุษย์ได้รับอันตรายจากรังสีต่างๆ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div id="content_only">
<p style="text-align: center;"><strong><img src="http://btgsf1.fsanook.com/weblog/entry/185/925877/98291287.jpg" alt="" width="506" height="338" /></strong></p>
<p><strong>ปัจจุบันบ้านเกือบทุกหลังคาเรือนนิยมใช้อุปกรณ์เครื่องไฟฟ้า  เช่น เตาอบไมโครเวฟ กันมากขึ้น  แต่คนส่วนใหญ่ยังเป็นกังวลเรื่องการใช้เตาอบไมโครเวฟในการประกอบอาหาร  เพราะกลัวว่าเตาอบไมโครเวฟจะระเบิดหรือแผ่รังสีที่เป็นอันตรายออกมา  ซึ่งจากความเชื่อที่ว่าเตาอบไมโครเวฟสามารถทำให้เกิดโรคมะเร็งได้นั้นเป็น ความจริงหรือไม่?</strong></p>
<p><span style="color: #0000ff;"><strong>ศ.ดร. วิโรจน์ ตันตราภรณ์ ที่ปรึกษาสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี อธิบายว่า</strong> </span>การ ที่คลื่นไมโครเวฟสามารถให้ความร้อนในเตาอบไมโครเวฟได้นั้นเพราะคลื่น ไมโครเวฟที่อยู่ในเตาอบไมโครเวฟนั้นเคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูง  เพราะฉะนั้นคลื่นไมโครเวฟที่อยู่ในเตาอบไมโครเวฟก็จะเคลื่อนที่สะท้อนกลับไป กลับมาเป็นพันๆ ล้านๆ ครั้งต่อวินาที  เปรียบเสมือนเวลาที่เราเดินผ่านมดถ้าเดินผ่านครั้งเดียวคงไม่สามารถที่จะ เหยียบมดให้ตายได้  แต่ถ้าเราเดินย่ำกลับไปกลับมาตรงที่เดิมหลายครั้งเราก็คงต้องเหยียบมดตายสัก ครั้ง  นี่คือเหตุผลว่าทำไมเตาอบไมโครเวฟจึงสามารถทำให้อาหารสุกและทำให้อาหารร้อน ได้</p>
<p>สมมุติว่าถ้าเรานำศีรษะของเราใส่เข้าไปในเตาอบไมโครเวฟแล้วปิดเตาอบ ไมโครเวฟ คลื่นไมโครเวฟก็คงทำให้ศีรษะเราพังได้เหมือนกัน  แต่ตามปกติแล้วเมื่อคลื่นไมโครเวฟเคลื่อนที่ผ่านร่างกายเรา  เราก็จะไม่รู้สึกอะไรเลย ก็เหมือนกับเวลาที่เราฟังวิทยุ  แม้ว่าจะนำวิทยุไปวางไว้ด้านหน้าหรือด้านหลังเราก็ได้ยินเสียงวิทยุเท่าเดิม   ในกรณีของคลื่นไมโครเวฟที่อยู่ในเตาอบไมโครเวฟนั้นบริเวณที่มีคลื่นไมโครเวฟ มากที่สุดก็คือบริเวณตรงกลางของเตาอบไมโครเวฟ  เพราะฉะนั้นถ้ามีมดสักตัวไต่อยู่ที่ฝาไมโครเวฟคลื่นไมโครเวฟก็จะเคลื่อนที่ ผ่านมดตัวนั้นไปโดยไม่เกิดอันตรายใดๆ กับมดเลย</p>
<p>นอกจากเราจะนำมดตัวนั้นวางไว้ตรงกลางของเตาอบไมโครเวฟเท่านั้น  ซึ่งโอกาสที่คลื่นไมโครเวฟที่อยู่ในเตาอบไมโครเวฟจะเข้าไปทำลายเซลล์หนึ่ง เซลล์ในสมองของเรานั้นมีเปอร์เซ็นต์น้อยมาก  ในการดำเนินชีวิตประจำวันมนุษย์ได้รับอันตรายจากรังสีต่างๆ  ในธรรมชาติมากกว่าจะได้รับอันตรายจากคลื่นไมโครเวฟที่มีอยู่ในเตาอบไมโครเวฟ เสียอีก เช่น  รังสียูวีจากแสงอาทิตย์ที่สามารถทะลุผ่านชั้นผิวหนังของเราและอาจจะทำให้เรา เกิดโรคมะเร็งที่ผิวหนังได้  เพราะฉะนั้นจากความเชื่อที่ว่าเตาอบไมโครเวฟสามารถทำให้เกิดโรคมะเร็งได้ นั้นก็ไม่เป็นความจริง และยังไม่มีข้อพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ยืนยันว่า  เตาไมโครเวฟทำให้ผู้ที่ใช้เกิดโรคมะเร็งได้</p>
<p><span style="color: #ff0000;"><strong>TIPS</strong><br />
</span>แนว ความคิดในการใช้คลื่นไมโครเวฟมาให้ความร้อนในการทำอาหารค้นพบโดย เพอร์ซี่  สเปนเวอร์ ซึ่งทำงานในบริษัทเรธีออน  ในขณะที่เขากำลังสร้างแมกนีตรอนสำหรับใช้ในระบบเรดาห์อยู่นั้น  เขาได้สังเกตเห็นช็อคโกแลคในกระเป๋าเสื้อของตนละลาย  จึงเกิดความคิดที่จะใช้คลื่นไมโครเวฟทำอาหารขึ้นมา  อาหารชนิดแรกที่อบโดยตู้ไมโครเวฟคือ  ข้าวโพดคั่วและไข่ซึ่งระเบิดระหว่างทำการทดลอง</p>
<p><strong>ขอขอบคุณข้อมูลจาก :</strong> วิทยาศาสตร์รอบตัว(จาก สสวท.)</p>
</div>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.mba.aboutchan.com/?feed=rss2&amp;p=283</wfw:commentRss>
		</item>
		<item>
		<title>กินรังนก 34 ขวด=3800บาท มีคุณค่าทางอาหารเท่ากับนม 1 กล่อง =10บาท&#8230;แล้วจะกินทำ เพื่อ..!!??</title>
		<link>http://www.mba.aboutchan.com/?p=282</link>
		<comments>http://www.mba.aboutchan.com/?p=282#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 19 Aug 2010 12:51:09 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[บทความน่าสนใจ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.mba.aboutchan.com/?p=282</guid>
		<description><![CDATA[ดูโฆษณารังนก แล้วเครียดมาก
ครีเอทีฟ เปลี่ยนจุดขายได้ไหม
รักแม่มาก ซึ้งมาก รวยมาก
ซื้อรังนกเนื้อทองเกรดเอ ให้แม่ยกกระเช้า&#8230;
กตัญญูรู้คุณ อย่างตอบแทน
&#8230;.ความจริง&#8230;..
ส่วนประกอบของรังนก ซึ่งทำการวิเคราะห์โดยสถาบันวิ
จัยวิทยาศาสตร์
และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทยพบว่า
ประกอบด้วย? น้ำ 5.11% โปรตีน 60.9% แคลเซียม 0.58% โปแตสเซียม 0.03%
สำหรับรังนกสำเร็จรูปพร้อมบริโภคที่มีจำหน่ายในท้องตลาด
ซึ่งประกอบไปด้วยรังนก 1% น้ำต าลกรวด 12% นั้น เมื่อ
สถาบันวิจัยโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล ถ้ามองในแง่โภชนาการแล้ว
ผลจากการวิเคราะห์สารอาหารของรังนกสำเร็จรูป
ทั้ง 2 ขนาดที่มีขายในท้องตลาด
จะเห็นว่าพลังงานที่ได้จากรังนกสำเร็จรูปนี้ได้จากน้ำตาลทรายกรวด ที่เติมลงไป
และมี
ปริมาณน้อยกว่าไข่ไก่ 1 ฟอง หรือประมาณ 1 ใน 3 ของนม 1 กล่อง
ในแง่ของโปตีน ถ้าต้องการให้ได้โปรตีนเท่ากับ
ไข่ไก่ 1 ฟอง ต้องกินรังนกถึง 26 ขวด (2,900 บาท)
หรือถ้าจะให้ได้เท่ากับนม 1 กล่อง ต้อกินรังนกถึง 34 ขวด ( 3,800 บาท)
หรืออีกนัยหนึ่งมีโปรตีนในรังนกสำเร็จรูป 1 ขสด (70-75 [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ดูโฆษณารังนก แล้วเครียดมาก<br />
ครีเอทีฟ เปลี่ยนจุดขายได้ไหม<br />
รักแม่มาก ซึ้งมาก รวยมาก<br />
ซื้อรังนกเนื้อทองเกรดเอ ให้แม่ยกกระเช้า&#8230;<br />
กตัญญูรู้คุณ อย่างตอบแทน</p>
<p>&#8230;.ความจริง&#8230;..<span id="more-282"></span><br />
ส่วนประกอบของรังนก ซึ่งทำการวิเคราะห์โดยสถาบันวิ</p>
<div id=":3d">จัยวิทยาศาสตร์<br />
และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทยพบว่า<br />
ประกอบด้วย? น้ำ 5.11% โปรตีน 60.9% แคลเซียม 0.58% โปแตสเซียม 0.03%</p>
<p>สำหรับรังนกสำเร็จรูปพร้อมบริโภคที่มีจำหน่ายในท้องตลาด<br />
ซึ่งประกอบไปด้วยรังนก 1% น้ำต าลกรวด 12% นั้น เมื่อ</p>
<p>สถาบันวิจัยโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล ถ้ามองในแง่โภชนาการแล้ว<br />
ผลจากการวิเคราะห์สารอาหารของรังนกสำเร็จรูป</p>
<p>ทั้ง 2 ขนาดที่มีขายในท้องตลาด<br />
จะเห็นว่าพลังงานที่ได้จากรังนกสำเร็จรูปนี้ได้จากน้ำตาลทรายกรวด ที่เติมลงไป<br />
และมี</p>
<p>ปริมาณน้อยกว่าไข่ไก่ 1 ฟอง หรือประมาณ 1 ใน 3 ของนม 1 กล่อง<br />
ในแง่ของโปตีน ถ้าต้องการให้ได้โปรตีนเท่ากับ</p>
<p>ไข่ไก่ 1 ฟอง ต้องกินรังนกถึง 26 ขวด (2,900 บาท)<br />
หรือถ้าจะให้ได้เท่ากับนม 1 กล่อง ต้อกินรังนกถึง 34 ขวด ( 3,800 บาท)</p>
<p>หรืออีกนัยหนึ่งมีโปรตีนในรังนกสำเร็จรูป 1 ขสด (70-75 มล.)<br />
เท่ากับนมสดปประมาณ 1/2 ช้อนโต๊ะ ในถั่วลิสง 2 เมล็ด</p>
<p>หรือน้อยกว่า 1/4 ฟอง ของไข่นกกระทา<br />
&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230; &#8230;.</p>
<p>อ้าว&#8230;.ยัดแต่น้ำตาลกะโปรตีนให้แม่นิ<br />
เข้าข่ายหลอกลวงผู้บริโภคหรือไม่&#8230;.!!???</p>
<p>แพงเว่อร์มาก ก็แค่&#8230;น้ำลายนกผสมน้ำตาล&#8230;<br />
กินรังนก..ทั้งกระเช้า&#8230;ยังไม่เท่าไข่ฟองเดียว!!?? เวรกรรม..!!!<br />
บวกลบ 3800-5 เหลือเงิน = 3795บาท<br />
คิดสักนิด ซื้อมากินเอง คุ้มไหม ซื้อให้ใคร คนรับได้อะไร แล้วใ:-).!!!??</p>
<p>ของฟรีไม่มีในโลก ของแพงก็ไม่ได้ดีเสมอไป<br />
อย่าติดกับดักมายา ความโก้หรู ความเชื่อ..กินแล้วดี..ที่เขาโฆษณาให้ดู</p>
<p>เราไม่ค่อยชอบ..จุดขาย..ของรังนก ยี่ห้อนี้เลย<br />
คนซื้อบาป กินก็ไม่ได้ประโยชน์ เปลืองเงินโดยใช่เหตุ แต่คนขายรวย..!!</p>
<p>อย่างว่า..ของกิน..ของ..คนมีเงิน..<br />
คนจนอย่างเราจะมาโวยวายทำไม!!??</p>
<p>ก็อิชั้น สงสารนกนี่ค ่ะ มีคนมา..พังบ้านคุณ.. คุณโกรธไหมล่ะ<br />
น้องนกเขา..สำรอกน้ำลาย..มาสร้างนะ ไม่ได้เทปูน..!!<br />
แงะรื้อบ้านเขามามาผสมน้ำตาลเอามาขายแพงๆ<br />
ทำนาบนรังนก..ภูมิใจไหมค่ะ..คุณพี่!!??</p>
<p>นกมันก็คงรักแม่มันเหมือนกันนะ</p></div>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.mba.aboutchan.com/?feed=rss2&amp;p=282</wfw:commentRss>
		</item>
		<item>
		<title>บทความดีๆ ที่เกี่ยวกับ ใจ (ว.วชิรเมธี)</title>
		<link>http://www.mba.aboutchan.com/?p=281</link>
		<comments>http://www.mba.aboutchan.com/?p=281#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 06 Aug 2010 10:29:40 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[บทความน่าสนใจ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.mba.aboutchan.com/?p=281</guid>
		<description><![CDATA[
ห้องที่ชื่อว่า “ใจ”
ใจ ของเรานั้น
ไม่ต่างอะไรกับห้องที่ว่าง เปล่า
เมื่อเราใส่อะไรเข้าไปในห้องที่ว่างเปล่านั้น
สถานภาพของ ห้องก็จะเปลี่ยนไปทันที
เป็นต้นว่า&#8230;&#8230;

เรามีห้องว่างเปล่าอยู่ห้องหนึ่ง
เมื่อ  - -
เราใส่น้ำเข้าไป ก็จะกลายเป็นห้องน้ำ
เราใส่พระพุทธรูป เข้าไป ก็จะกลายเป็นห้องพระ
เราใส่เครื่องมือปรุงอาหารเข้าไป  ก็จะกลายเป็นห้องครัว
เราใส่เครื่องนอนเข้าไป ก็จะกลายเป็นห้องนอน
เรา ใส่ชุดรับแขกเข้าไป ก็จะกลายเป็นห้องรับแขก
เราใส่บุคคลสำคัญเข้าไป  ก็จะกลายเป็นห้องวีไอพี
ห้องแห่งหัวใจของเรา
ก็ไม่ต่างอะไร กับห้องว่างเปล่าที่กล่าวมาข้างต้นนั้นเลย
ทุกครั้งที่เราบรรจุอะไร เข้าไปในใจ
ใจของเราก็จะเปลี่ยนสถานภาพเหมือนกัน
เรา ใส่ความเมตตาเข้าไป ก็จะกลายเป็นคนใจดี
เราใส่ธรรมะเข้าไป  ก็จะกลายเป็นคนใจบุญ
เราใส่ความโกรธเข้าไป ก็จะกลายเป็นคนใจร้อน
เรา ใส่ความเลวเข้าไป ก็จะกลายเป็นคนใจทราม
เราใส่ความกลัวเข้าไป  ก็จะกลายเป็นคนใจเสาะ
เราใส่ความเป็นนักสู้เข้าไป ก็จะกลายเป็นคนใจสู้
เรา ใส่ความขาดสติเข้าไป ก็จะกลายเป็นคนใจลอย
เห็นด้วยหรือไม่ว่า
ใจ ของเรานั้นเป็นสิ่งที่มีอิทธิพลเหนือกาย
เป็นสิ่งที่คอยออกแบบชีวิตของ เราให้เป็นไปอย่างไรก็ได้
พระพุทธเจ้าเคยตรัสว่า
ใจเป็นนาย  ใจเป็นผู้นำ ใจเป็นผู้สร้างสรรค์ …
หรือบางทีก็ตรัสว่า จิตฺเ ตน นียติ  โลโก
แปลว่า โลกหมุนไปตามใจสั่งการ
โลกในที่นี้ หมายถึง  ชีวิตของเรานั่นเอง
โลกคือชีวิต จะหมุนซ้าย หมุนขวา  หมุนตรงหรือหมุนเอียง หมุนไปข้างหน้า หรือว่าหมุนไปข้างหลัง
ทั้งหลาย ทั้งปวงนั้นขึ้นอยู่กับพฤติกรรมของใจทั้งหมดทั้งสิ้น
ใจ ของเราไม่ต่างอะไรกับห้องที่ว่างเปล่า
เราบรรจุอะไรลงไป
ชีวิต [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><img style="vertical-align: top;" src="http://hilight.kapook.com/img_cms2/other/vorvachiramete_thairath.jpg" alt="" width="450" height="297" /></p>
<p><span style="font-family: Tahoma; color: #4181ff; font-size: small;"><strong>ห้องที่ชื่อว่า “ใจ”</strong></span><span style="font-family: Tahoma; font-size: small;"><br />
ใจ ของเรานั้น<br />
ไม่ต่างอะไรกับห้องที่ว่าง เปล่า<br />
เมื่อเราใส่อะไรเข้าไปในห้องที่ว่างเปล่านั้น<br />
สถานภาพของ ห้องก็จะเปลี่ยนไปทันที<br />
เป็นต้นว่า&#8230;&#8230;</span></p>
<p><span id="more-281"></span></p>
<p><span style="font-family: Tahoma; font-size: small;">เรามีห้องว่างเปล่าอยู่ห้องหนึ่ง<br />
เมื่อ  - -<br />
<strong>เราใส่น้ำเข้าไป ก็จะกลายเป็นห้องน้ำ<br />
เราใส่พระพุทธรูป เข้าไป ก็จะกลายเป็นห้องพระ<br />
เราใส่เครื่องมือปรุงอาหารเข้าไป  ก็จะกลายเป็นห้องครัว<br />
เราใส่เครื่องนอนเข้าไป ก็จะกลายเป็นห้องนอน<br />
เรา ใส่ชุดรับแขกเข้าไป ก็จะกลายเป็นห้องรับแขก<br />
เราใส่บุคคลสำคัญเข้าไป  ก็จะกลายเป็นห้องวีไอพี<br />
</strong>ห้องแห่งหัวใจของเรา<br />
ก็ไม่ต่างอะไร กับห้องว่างเปล่าที่กล่าวมาข้างต้นนั้นเลย<br />
ทุกครั้งที่เราบรรจุอะไร เข้าไปในใจ<br />
ใจของเราก็จะเปลี่ยนสถานภาพเหมือนกัน<br />
<strong>เรา ใส่ความเมตตาเข้าไป ก็จะกลายเป็นคนใจดี<br />
เราใส่ธรรมะเข้าไป  ก็จะกลายเป็นคนใจบุญ<br />
เราใส่ความโกรธเข้าไป ก็จะกลายเป็นคนใจร้อน<br />
เรา ใส่ความเลวเข้าไป ก็จะกลายเป็นคนใจทราม<br />
เราใส่ความกลัวเข้าไป  ก็จะกลายเป็นคนใจเสาะ<br />
เราใส่ความเป็นนักสู้เข้าไป ก็จะกลายเป็นคนใจสู้<br />
เรา ใส่ความขาดสติเข้าไป ก็จะกลายเป็นคนใจลอย</strong><br />
เห็นด้วยหรือไม่ว่า<br />
ใจ ของเรานั้นเป็นสิ่งที่มีอิทธิพลเหนือกาย<br />
เป็นสิ่งที่คอยออกแบบชีวิตของ เราให้เป็นไปอย่างไรก็ได้<br />
<strong>พระพุทธเจ้าเคยตรัสว่า<br />
ใจเป็นนาย  ใจเป็นผู้นำ ใจเป็นผู้สร้างสรรค์ …<br />
หรือบางทีก็ตรัสว่า จิตฺเ ตน นียติ  โลโก<br />
แปลว่า โลกหมุนไปตามใจสั่งการ<br />
โลกในที่นี้ หมายถึง  ชีวิตของเรานั่นเอง<br />
โลกคือชีวิต จะหมุนซ้าย หมุนขวา  หมุนตรงหรือหมุนเอียง หมุนไปข้างหน้า หรือว่าหมุนไปข้างหลัง<br />
ทั้งหลาย ทั้งปวงนั้นขึ้นอยู่กับพฤติกรรมของใจทั้งหมดทั้งสิ้น<br />
</strong>ใจ ของเราไม่ต่างอะไรกับห้องที่ว่างเปล่า<br />
เราบรรจุอะไรลงไป<br />
ชีวิต ของเราก็เป็นไปตามสิ่งที่บรรจุนั้น<br />
ทุกวันนี้  เราเคยถามตัวเองบ้างไหมว่า<br />
เราบรรจุอะไร<br />
ลงไปในห้องแห่งหัวใจของเรา บ้าง<br />
ความรู้ ความงมงาย<br />
ความรัก ความโกรธ ความเกลียด<br />
ความโลภ  ความดี ความชั่ว<br />
ความริษยา ความหน้าด้าน ความสะอาด<br />
สว่าง สงบ  หรือความตื่นรู้<br />
ชีวิตจะเป็นอย่างไร<br />
รุ่งโรจน์หรือร่วงโรย<br />
ขึ้น สูงหรือลงต่ำ<br />
สำคัญที่เราบรรจุอะไรลงไปในใจของเราเอง … </span><span style="font-family: Tahoma; font-size: x-small;"><br />
ว.วชิรเมธี</span></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.mba.aboutchan.com/?feed=rss2&amp;p=281</wfw:commentRss>
		</item>
		<item>
		<title>กลยุทธ์ก๋วยเตี๋ยว 100 ชาม</title>
		<link>http://www.mba.aboutchan.com/?p=280</link>
		<comments>http://www.mba.aboutchan.com/?p=280#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 06 Aug 2010 02:23:58 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[กิน ดื่ม เที่ยว]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.mba.aboutchan.com/?p=280</guid>
		<description><![CDATA[

ทำตลาดผ่านการเล่าเรื่อง (1)
กลยุทธ์ ก๋วยเตี๋ยว 100 ชาม
ลูกค้าอยากกิน ต้องรีบมา

“Case Study” ฉบับนี้ มีตัวอย่างธุรกิจ SMEs ที่ใช้กลยุทธ์การทำตลาดแบบการเล่าเรื่อง หรือ Storytelling เพื่อเพิ่มมูลค่า และยังสร้างจุดเด่น เพื่อให้สินค้าหรือบริการสามารถแข่งขันได้
ตัวอย่างแรก คือ ร้านอาหาร “เนื้อทอง ไก่เงิน” ของ “ธนา ทุมมานนท์” ซึ่งถูกเลือกมาเป็นกรณีศึกษาของการทำตลาดแบบเล่าเรื่อง หรือ Storytelling  ในงานสัมมนาวิชาการการตลาดครั้งที่ 5 ที่จัดโดยนักศึกษาปริญญาโท สาขาการตลาด วิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล
กรณีศึกษานี้ต้องบอกว่าไม่ธรรมดา เพราะเจ้าของร้าน “เนื้อเงิน ไก่ทอง” มีแนวความคิดแปลก และความแปลกของเขาได้ต่อยอดเป็นไอเดียธุรกิจที่แตกต่าง ไม่ซ้ำใคร และช่วยให้ประสบความสำเร็จได้อย่างรวดเร็ว
ที่ว่าแปลก เพราะร้านนี้ไม่ง้อลูกค้า วันหนึ่งขายแค่ 100 ชาม ครบเมื่อไรก็ปิดร้านทันที ตามคอนเซ็ปต์ของชื่อร้านชื่อที่ 2 “ก๋วยเตี๋ยว 100 ชาม” ซึ่งเป็นที่รู้จักในหมู่ลูกค้า
ที่ว่าต่าง  เพราะไม่เน้นกลยุทธ์เรื่องราคาที่ต้องถูกกว่า  ก๋วยเตี๋ยวร้านนี้จึงมีราคาสูงถึงชามละ 130 [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><object classid="clsid:d27cdb6e-ae6d-11cf-96b8-444553540000" width="640" height="385" codebase="http://download.macromedia.com/pub/shockwave/cabs/flash/swflash.cab#version=6,0,40,0"><param name="allowFullScreen" value="true" /><param name="allowScriptAccess" value="always" /><param name="src" value="http://www.youtube.com/v/pN_cUKgUYVo&amp;rel=0&amp;color1=0xb1b1b1&amp;color2=0xd0d0d0&amp;hl=en_US&amp;feature=player_embedded&amp;fs=1" /><embed type="application/x-shockwave-flash" width="640" height="385" src="http://www.youtube.com/v/pN_cUKgUYVo&amp;rel=0&amp;color1=0xb1b1b1&amp;color2=0xd0d0d0&amp;hl=en_US&amp;feature=player_embedded&amp;fs=1" allowscriptaccess="always" allowfullscreen="true"></embed></object></p>
<p><span id="more-280"></span></p>
<p><span style="font-weight: bold;">ทำตลาดผ่านการเล่าเรื่อง (1)<br />
กลยุทธ์ ก๋วยเตี๋ยว 100 ชาม<br />
ลูกค้าอยากกิน ต้องรีบมา<br />
</span></p>
<p>“Case Study” ฉบับนี้ มีตัวอย่างธุรกิจ SMEs ที่ใช้กลยุทธ์การทำตลาดแบบการเล่าเรื่อง หรือ Storytelling เพื่อเพิ่มมูลค่า และยังสร้างจุดเด่น เพื่อให้สินค้าหรือบริการสามารถแข่งขันได้</p>
<p>ตัวอย่างแรก คือ ร้านอาหาร “เนื้อทอง ไก่เงิน” ของ “ธนา ทุมมานนท์” ซึ่งถูกเลือกมาเป็นกรณีศึกษาของการทำตลาดแบบเล่าเรื่อง หรือ Storytelling  ในงานสัมมนาวิชาการการตลาดครั้งที่ 5 ที่จัดโดยนักศึกษาปริญญาโท สาขาการตลาด วิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล<br />
กรณีศึกษานี้ต้องบอกว่าไม่ธรรมดา เพราะเจ้าของร้าน “เนื้อเงิน ไก่ทอง” มีแนวความคิดแปลก และความแปลกของเขาได้ต่อยอดเป็นไอเดียธุรกิจที่แตกต่าง ไม่ซ้ำใคร และช่วยให้ประสบความสำเร็จได้อย่างรวดเร็ว</p>
<p>ที่ว่าแปลก เพราะร้านนี้ไม่ง้อลูกค้า วันหนึ่งขายแค่ 100 ชาม ครบเมื่อไรก็ปิดร้านทันที ตามคอนเซ็ปต์ของชื่อร้านชื่อที่ 2 “ก๋วยเตี๋ยว 100 ชาม” ซึ่งเป็นที่รู้จักในหมู่ลูกค้า<br />
ที่ว่าต่าง  เพราะไม่เน้นกลยุทธ์เรื่องราคาที่ต้องถูกกว่า  ก๋วยเตี๋ยวร้านนี้จึงมีราคาสูงถึงชามละ 130 บาท<br />
และที่ธนา กล้าที่จะแปลก กล้าที่จะต่าง ก็เพราะมั่นใจในคุณภาพของวัตถุดิบ ที่เป็นเนื้อวัวเกรด A ที่คัดมาเป็นพิเศษอย่างเนื้อโกเบ และเนื้อมัตสึซากะ ที่มีความเป็นมาแตกต่างจากเนื้อวัวทั่วๆ ไป<br />
แล้วใช้จุดเด่นตรงนี้สร้าง การตลาดแบบการเล่าเรื่องขึ้นมา เพื่อเป็นตัวกลางให้ผู้บริโภค เกิดความสนใจและประทับใจในตัวสินค้า จนเกิดการบอกต่อ จาก Word of Mouth ก็กลายเป็น Talk of The Town ไปในที่สุด</p>
<p>ร้าน  “ไก่ทอง เนื้อเงิน” เพิ่งเปิดกิจการเมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2553 ภายในระยะเวลาเพียงแค่ 3 เดือนก็สามารถคืนทุนได้แล้ว และยังได้รับความสนใจจากสื่อมวลชนหลายแขนง รวมถึงเป็นกระแสอยู่ในเว็บไซต์ต่างๆ ในกลุ่มนักชิมอยู่พอสมควร เกี่ยวกับเรื่องของความแปลก และความอร่อย<br />
ร้านอาหารร้านนี้ จึงถือเป็นกรณีศึกษาทางการตลาดที่น่าสนใจ ซึ่งภายในงานสัมมนาดังกล่าว ธนา ได้เล่าถึงจุดเริ่มต้นในการทำธุรกิจร้านอาหารว่า</p>
<p>“เมื่อเริ่มต้นจะทำ ธุรกิจ ที่ผมต้องการจะเห็นก็คือเงิน 100 ล้าน และผมมองว่าร้านก๋วยเตี๋ยวสามารถตอบสนองความต้องการได้ เลยตกลงใจว่าจะทำร้านก๋วยเตี๋ยวเนื้อวัว เพราะชอบกินเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ที่ไหนมีเนื้อวัวอร่อย ผมตามไปกินมาหมด</p>
<p>พอตั้งใจจะทำร้านก๋วยเตี๋ยว ผมใช้เวลาในการเตรียมตัว และหาข้อมูลอยู่ประมาณ 1 ปี ตระเวนชิมก๋วยเตี๋ยววันเว้นวัน จนแค่ชิมดูก็รู้แล้วว่าใส่ส่วนผสมอะไรเพิ่มเข้ามาบ้าง เช่น กระเทียม กระชาย บางอันชิมแล้วไม่รู้ ถึงขนาดไปค้นดูในถังขยะว่าเขาทิ้งอะไรบ้าง<br />
เมื่อ ได้ส่วนผสมแล้ว ผมก็เอามาปรับทำในสูตรตัวเอง ก่อนเปิดร้านลองทำก๋วยเตี๋ยวมาแล้วประมาณ 80 หม้อ แล้วก็เรียกเพื่อนๆ ให้มาช่วยกันชิม ช่วยกันวิจารณ์ เพื่อนชิม 10 คน บอกว่าอร่อย 8 คน ไม่อร่อย 2 คน อย่างนี้ถือว่าสอบผ่าน เพราะจะให้ 10 คนชอบเหมือนกัน คงเป็นไปไม่ได้</p>
<p>เรื่องต่อไป คือ เงินทุน ผมมีเงินทุนอยู่ 1 ล้านบาท แต่ลงทุนทำร้านจริงๆ 300,000 บาท กะว่าให้ตัวเองล้มได้ 3 ครั้ง เพราะถ้าคุณมีเงิน 300,000 เวลาเกิดความผิดพลาดขึ้นมา คุณทำอะไรไม่ได้เลย สำหรับคนที่อยากจะทำธุรกิจของตัวเอง ผมแนะนำให้ลงทุนเพียง 30% ของเงินที่มี หากคุณทุ่มไปเลยจนหมด ทั้งค่าเช่าตึก ค่าตกแต่งร้าน แล้วจะเอาเงินที่ไหนมาซื้อของสด รวมถึงเงินหมุนภายในร้าน</p>
<p>ไหนจะ เรื่องพนักงาน ไม่ใช่ว่าได้มาวันแรกจะลวกเส้นก๋วยเตี๋ยวเป็นเลย มันต้องมาเทรนก่อน อย่างน้อยก็หนึ่งเดือน มีแต่รายการควักออกเพียงอย่างเดียว แล้วเงินส่วนที่เก็บไว้นี่แหละ ที่จะช่วยคุณได้ เพราะเมื่อไรที่คุณต้องลงทุนด้วยการกู้หนี้ยืมสิน คุณจะเริ่มไม่สนุกแล้ว แต่ทุกวันนี้ผมสนุก ผมไม่ต้องเป็นหนี้ใคร อยากจะซื้ออะไรก็ซื้อ เพราะผมยังเหลือเงินอยู่ตั้ง 700,000  บาท”</p>
<p>จากนั้น  ธนาได้สร้างโมเดลธุกิจของตัวเองขึ้น เขาเรียกมันว่า “Noodle Model”  เพื่อสร้างความแตกต่าง และอำนาจในการแข่งขัน</p>
<p>“ใน Noodle Model จะเริ่มจากเรื่องของโปรดักส์ อย่างแรกคุณต้องรู้ว่า position ตัวเองอยู่ตรงไหนของตลาด อย่างที่สองคุณแตกต่างจากเจ้าอื่นที่มีอยู่ในตลาดอย่างไร พอได้สองอย่างนี้มาแล้ว จะมองเห็นเลยว่าทาร์เก็ตกรุ๊ปของคุณคือใคร</p>
<p>บาง ทีคุณไปมองทาร์เก็ตกรุ๊ปก่อน แต่ผมมองโปรดักส์ก่อน แล้วค่อยมองทาร์เก็ตกรุ๊ป จากนั้นถึงค่อยมากำหนดราคา ผมว่าคนไทยเป็นโรคบ้า ซื้อกระเป๋าใบหนึ่งราคา 600,000 บาท ถามว่าถือแล้วบินได้ไหม ก็เปล่า แต่ใจบินไปแล้วเรียบร้อย เพราะว่ามันมีราคา มันหาซื้อได้ยาก มันเลยมีความพิเศษ เพิ่มอีโก้ให้กับผู้ซื้อ</p>
<p>ผมใช้หลักการเดียวกันนี้ในการทำร้าน ก๋วยเตี๋ยว ผมเลือกใช้เนื้อวัวที่ได้ชื่อว่าดีที่สุดในโลก เนื้อโกเบ กับเนื้อวากิว เมื่อร้านเริ่มเป็นที่รู้จัก จะเริ่มเกิดคำถามว่า ไปลองกินเนื้อโกเบ เนื้อวากิวมาหรือยัง พอเจอเพื่อนถาม ก็จะเริ่มรู้สึกว่าตัวเองเชย ที่ยังไม่เคยลอง ถึงไม่ได้ชอบเนื้อวัวเป็นพิเศษ แต่ก็จะต้องลองมากิน ชอบไม่ชอบอีกเรื่อง</p>
<p>ส่วนเรื่องราคา ผมก็คิดนอกกรอบต่างไปจากคนอื่นอีก ก๋วยเตี๋ยวเนื้อของผมมีเนื้อ 3 ชนิดให้เลือก เนื้อวากิว ชามละ 130 บาท เนื้อโกเบ ชามละ 100 บาท และเนื้อไทย-เฟรนส์ 40 บาท นอกนั้นก็จะมีข้าวหน้าไก่จานละ 35 บาท บางคนได้ยินบอก บ้าหรือเปล่าขายก๋วยเตี๋ยวชามละ 100 แล้วใครจะมากิน</p>
<p>แต่ผมมองในมุมที่ว่า ทำไมราเมนชามละ 89 บาท คุณยังซื้อกินได้ ทั้งๆ ที่ไม่มีอะไรเป็นพิเศษ ต้องทำให้เขามั่นใจว่าเราขายของดี เนื้อวัวของเราไม่ธรรมดา ร้านของเราก็ไม่ธรรมดา ถ้าทำให้ลูกค้าเกิดความรู้สึกนี้ได้ ถึงก๋วยเตี๋ยวราคา 130 บาท ลูกค้าเขาก็เต็มใจที่จะกิน”</p>
<p>เมื่อได้ตัวโปรดักส์แล้ว  ขั้นต่อไปของ “Noodle Model” คือ Presentation หรือการนำเสนอที่น่าสนใจ<br />
“เมื่อ ได้โปรดักส์ที่ลงตัวแล้ว ขั้นต่อไปจะพรีเซ็นต์อย่างไร ให้ก๋วยเตี๋ยวดูน่ากิน และมีคุณค่า ตรงจุดนี้ผมได้นำการทำตลาดแบบ Storytelling มาใช้เป็นตัวบอกเล่าเรื่องราวความเป็นมาทั้งหมดของก๋วยเตี๋ยว เพื่อให้ลูกค้าเกิดการจดจำ เกิดความประทับใจ และบอกต่อกันไปในที่สุด”</p>
<p>เรื่อง ราวที่ธนาถ่ายทอดลงไป เริ่มจากตำนานของเนื้อโกเบและเนื้อมัสสึซากะ เนื้อโกเบนั้นเริ่มเป็นที่รู้จักตอนที่เมืองโกเบเริ่มเปิดท่าเรือพาณิชย์ เป็นครั้งแรกในปี ค.ศ.1868 และร่ำลือกันว่าเป็นเนื้อชั้นดี นุ่มน่ารับประทาน จนได้ชื่อว่าเป็น Queen of Beef</p>
<p>ส่วนเนื้อมัตสึซากะนั้นได้ชื่อว่า เป็น King of Beef เลยทีเดียว วัวสายพันธุ์ดังกล่าวพบที่หุบเขาทาจิมะ อยู่ห่างจากเมืองมัตสึซากะไป150 กม. คนญี่ปุ่นเชื่อกันว่ามีต้นกำเนิดมาจากเทพเจ้าชื่ออาเมะ โนะ ฮิโมโกะ ในยุคก่อนประวัติศาสตร์กำเนิดญี่ปุ่นประมาณ 500 ปี เทพเจ้าอาเมะ ได้พันธุ์วัววากิวมาจากแดนไกล แล้วนำมาเลี้ยงในหุบเขาทาจิมะ เมืองมัสสึซากะ จนกลายเป็นสายพันธ์ของเนื้อวัวชั้นเลิศของโลก</p>
<p>นอกจากตำนานที่ดูยิ่งใหญ่แล้ว เนื้อโกเบและเนื้อมัตสึซากะยังเล่าถึงกรรมวิธีการเลี้ยงวัวที่ต้องประคบ ประหงมอย่างดี มีการแปรงขนให้วัวรู้สึกสบายตัว และเพื่อให้ไขมันกระจายตัว ทั้งยังต้องให้ดื่มเบียร์อย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง โดยเฉพาะในช่วงหน้าร้อนเพื่อไม่ให้ท้องอืด และทำให้เจริญอาหารยิ่งขึ้น</p>
<p>อีกทั้งเนื้อมัตสึซากะยังต้องมาจากวัวเพศเมียที่บริสุทธ์ มีสีดำสนิท เติบโตในบรรยากาศที่เงียบสงบ ในโรงเรือนที่อากาศเย็น ถ่ายเทสะดวก ไม่ต้องออกกำลังกายมาก ส่วนอาหารต้องมีเส้นใยสูง เช่น ข้าวสาลี ข้าวโพด หญ้าแห้ง และกากถั่วเหลือง เพื่อให้ท้องของวัวขยายออกได้มากที่สุด ซึ่งจะเชือดได้เมื่ออายุ 3 ปี ในขณะที่วัวเนื้อทั่วไปจะเชือดเมื่ออายุ 2 ปีเท่านั้น โดยราคาของเนื้อวากิว หรือมัตสึซากะ สูงถึงกิโลละ 4,000 บาทเลยทีเดียว</p>
<p>และนี่คือการสร้างValue  หรือมูลค่าให้กับโปรดักส์ ในช่องทางของการตลาดแบบ Storytelling  ที่ธนาเลือกนำมาใช้</p>
<p>“ขั้นตอนต่อไปคือการProgress กระบวนการที่จะทำให้มันโตต่อไปได้ ผมใส่ใจกับทุกรายละเอียด  อย่างเนื้อวากิวขายชามละ130 บาท คุณใส่ชามสแตนเลส มาพร้อมตะเกียบพลาสติกและช้อนสังกะสี ลูกค้าบอกเสียตังค์ 130 ได้แค่นี้เองเหรอ<br />
เรื่องเหล่านี้อย่าคิดว่าไม่สำคัญ การทำร้านอาหาร นอกจากอาหารอร่อย และความสะอาดแล้ว องค์ประกอบร้าน ตั้งแต่เฟอร์นิเจอร์ ไปจนถึงภาชนะต่างๆที่เลือกใช้ สามารถสร้างบรรยากาศ ช่วยให้ลูกค้ามีความสุขในการทานอาหารมากขึ้น</p>
<p>ผมยังเล่นกับความมีอี โก้ของคน สมมติไปกินก๋วยเตี๋ยวกัน 2 คน ตัวเองสั่งไทย-เฟรนส์ ก็จะใส่ถ้วยลามิเนดธรรมดา ช้อนก็ธรรมดา ส่วนเนื้อโกเบเวลาเสิร์ฟจะเพิ่มลูกเล่นราดน้ำซุปร้อนๆลงไป หลังจากยกมาวางที่โต๊ะลูกค้าแล้ว ทำให้เนื้อที่ได้สุกประมาณ medium rare หรือเนื้อวากิว ที่เสิร์ฟพร้อมโถน้ำซุป ให้ลูกค้าราดเอง เพราะแต่ละคนชอบระดับความสุกของเนื้อไม่เท่ากัน<br />
ตรงนี้เพื่อสร้างความแตก ต่าง เหมือนเป็นจิตวิทยา ลูกค้ามองเห็นเนื้อที่โดนน้ำซุปราดกำลังเปลี่ยนสี ทำให้รู้สึกว่าน่ากิน และเป็นของมีราคา เหมือนสะกดจิตลูกค้าไปในตัวว่าก๋วยเตี๋ยวตัวท็อปของผมอร่อย และไม่เหมือนใคร อยากกินต้องมาที่นี่<br />
แม้แต่ชามที่ใส่ก๋วยเตี๋ยว ผมก็ยังชูจุดเด่นโดยเล่าเรื่องที่มาของถ้วย ว่าไปเจอที่จังหวัดลำปาง เขียนลวดลายโดยอาจารย์ประยงค์ ศิลปินแห่งชาติ ทำให้ลูกค้ารู้สึกว่าเป็นของดี และมีคุณค่าแตกต่างจากก๋วยเตี๋ยวทั่วๆไป</p>
<p>ต่อมาคือในเรื่องของ PR หรือการประชาสัมพันธ์ ในโลกปัจจุบันนี้ การจะทำธุรกิจคุณต้องรู้จักการใช้ Social Network ให้เป็นประโยชน์ทั้ง Facebook และ Twitter<br />
หรืออย่างการฟอร์เวิร์ดเมล์ อย่างผมบอกมีร้านอาหารแนะนำใหม่ใส่เรื่องราวใส่รูปเข้าไป แล้วส่งอีเมล์ให้เพื่อน 100 คน หากทั้ง 100 คนฟอร์เวิร์ดต่อไปเรื่อยๆ คิดดูว่าจะมีคนรู้จักร้านผมกี่คน”</p>
<p>ส่วนที่มาของชื่อร้านที่มีถึง 2 ชื่อนั้น ก็เกิดจากกระบวนการทางความความคิด ที่วิเคราะห์แล้วว่า ส่งผลดีในการทำตลาด</p>
<p>“หลัก ในการตั้งชื่อร้านของผม คือต้อง SER<br />
S คือ Simply  การตั้งชื่อร้านให้มันเรียกง่ายๆ<br />
อันที่สอง E คือ Easy  ต้องฟังแล้วเข้าใจง่าย ว่าร้านนี้ขายอะไร<br />
และสุดท้าย R คือ Remind  นอกจากชื่อร้านที่เรียกง่าย เข้าใจง่ายแล้ว คนยังต้องจดจำได้ง่ายด้วย  ไม่ใช่ไปตั้งชื่อให้วิจิตรพิศดาร<br />
ชื่อร้านผม เนื้อทอง ไก่เงิน เรียกง่าย จำง่าย สื่อความหมาย แต่ไม่ส่งผลทางด้านการตลาดเลย จึงต้องมีชื่อร้านชื่อที่สอง เพื่อการจดจำ เป็นสัญลักษณ์ของแบรนด์ และง่ายต่อการสื่อสารการตลาด</p>
<p>ชื่อที่สอง ต้องจำง่ายและมีนัยยะ จนมาลงตัวที่ ก๋วยเตี๋ยว 100 ชาม<br />
ทุกคนพอได้ยิน ชื่อร้านก๋วยเตี๊ยว 100 ชาม จะต้องสงสัยแล้วว่าขายก๋วยเตี๋ยวอะไร แล้วอะไรคือ 100 ชามพอเริ่มสงสัย ก็จะเริ่มหาข้อมูล เริ่มรู้สึกอยากมา</p>
<p>การทำตลาดใน ยุคนี้ต้องให้ท้าทายเข้าไว้ ถ้าผมทำประชาสัมพันธ์บอกเปิดร้านก๋วยเตี๋ยวเนื้อ รสชาติดี ราคาไม่แพง ใครจะสนใจ แต่ผมท้าทายคนกินเลย  วันหนึ่งผมขายแค่ 100 ชามเท่านั้นนะ มาช้า คุณก็อดกิน<br />
ทุกวันนี้ลูกค้าต้องเป็นฝ่ายโทรมาหาผม ว่าตอนนี้ก๋วยเตี๋ยวเหลือกี่ชามแล้ว เหลือเนื้ออะไรบ้าง เพราะผมจะขายเนื้อวากิว 15 ชาม เนื้อโกเบ 15 ชาม ไทย-เฟรนส์ 40 ชาม และข้าวหน้าไก่อีก 30 จาน บางคนโทรมาถามบอกมากัน 6 คน ผมบอกเลยว่าพี่ไม่ต้องมาแล้ว เพราะตอนนี้เหลืออยู่แค่ 3 ชาม<br />
อันนี้เปิด เผยเคล็ดลับให้ฟังเลยนะวันแรกที่เปิดร้าน พอบ่าย 3 โมง ผมบอกหมดแล้ว ทั้งๆที่ยังไม่หมด แต่ผมชักป้ายลง แล้วปิดร้านเลย คนก็จะรู้สึก โอ้โหวันแรกขายหมดแล้ว ต้องอร่อยแน่ๆ อย่างนี้ต้องลองมากิน ใจต้องเต็มร้อย  ต้องกล้าที่จะเสี่ยง”</p>
<p>ก๋วยเตี๋ยว  100 ชาม นอกจากจะใช้ชื่อเป็นกลยุทธ์ทางการตลาดแล้ว เทคนิคการขายดังกล่าว ยังช่วยในเรื่องการควบคุมต้นทุน และง่ายต่อการบริหาร</p>
<p>“การขาย ก๋วยเตี๋ยววันละ 100 ชาม ทำให้คุณรู้ cost ที่แน่นอน 100 ชาม ใช้เส้นก๋วยเตี๋ยว 3 กิโล ถ้าวันไหนลูกน้องไปซื้อมา 4 กิโล หรือเคยใช้เนื้ออาทิตย์ละ 10 กิโล แล้วลูกน้องไปซื้อมา 12 กิโล อันนี้เราก็ตรวจสอบได้ ไม่ต้องกลัวลูกน้องจะเบี้ยว</p>
<p>ร้านอาหารเป็นธุรกิจที่คนทำเจ๊งมาแล้ว เยอะ สาเหตุหลักก็เพราะควบคุมต้นทุนไม่ได้ ทำให้งบบานปลาย ถ้าคุณเชื่อลูกน้องทุกอย่าง คุณตายตั้งแต่ต้น แต่ก็ต้องมีการยืดหยุ่นบ้าง อย่างพริกขี้หนูสวนอาจจะขึ้นราคาจากกิโลละ 130 เป็น 280 หรือมะนาวจากลูกละ 5 บาท ก็อาจจะกลายเป็นลูกละ 12 บาทได้</p>
<p>ดังนั้นในแต่ละวันผมจะมีค่า ใช้จ่ายที่แน่นอนอยู่ที่ 8,700 บาท บวกลบจากนี้ไม่เกิน 700 เพราะมีตัวแปรในเรื่องของน้ำเข้ามาเกี่ยวข้อง เพราะต้นทุนของน้ำอัดลม 1 ขวดก็ 6 บาทแล้ว ไหนยังค่าไฟจากตู้แช่น้ำอีก แทบไม่ได้กำไรจากตรงนี้เลย<br />
ผม แก้ปัญหาด้วยการเลิกขายน้ำอัดลมเลย ร้านผมจะมีแต่น้ำเขียว น้ำแดงเฮลท์บลูบอย ขายแก้วละ 10 บาทต้นทุนน้ำอยู่ที่แก้วละ 50 สตางค์เท่านั้น นี่คือเรื่องที่คุณต้องปรับ ต้องแก้ปัญหาไปเรื่อยๆ</p>
<p>และอย่างสุดท้ายที่อยากจะแนะนำ ต้องกล้าได้ กล้าเสีย ร้านอาหารส่วนใหญ่ที่มีปัญหาเพราะไปลดคุณภาพสินค้า เนื่องจากไม่กล้าขึ้นราคา แต่ไม่ใช่คอนเซ็ปต์ผม ถ้าเนื้อวัวขึ้น ก๋วยเตี๋ยวผมขึ้นแน่นอน ผมไม่แคร์ ถ้าอยากได้คุณภาพต่ำไปกินร้านอื่น ร้านผมไม่มี”<br />
ด้วยความสำเร็จดังกล่าว ธนามองหาลู่ทางในการขยายกิจการก๋วยเตี๋ยว 100 ชามต่อไป โดยมองไปที่การเปิดสาขาเพิ่มที่ Villa Market ตามสาขาต่างๆ ซึ่งกำลังอยู่ในช่วงการเจรจาทางธุรกิจ</p>
<p>นับว่า “ก๋วยเตี๋ยว 100 ชาม”  เป็นอีกธุรกิจที่ประสบความสำเร็จจากการทำตลาดแบบ Storytelling<br />
และธนา  เจ้าของร้านเองก็ยังมีมุมมอง และไอเดียทางธุรกิจที่น่าศึกษา  และเป็นต้นแบบให้กับ SMEs รายอื่นได้</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.mba.aboutchan.com/?feed=rss2&amp;p=280</wfw:commentRss>
		</item>
		<item>
		<title>กูรูหุ้นพันล้าน : บทอวสาน “สุดยอด…วิชัย วชิรพงศ์”</title>
		<link>http://www.mba.aboutchan.com/?p=279</link>
		<comments>http://www.mba.aboutchan.com/?p=279#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 03 Aug 2010 04:16:34 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[ตากล้อง]]></category>

		<category><![CDATA[บทความน่าสนใจ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.mba.aboutchan.com/?p=279</guid>
		<description><![CDATA[&#8220;ไม่ว่าใครก็ตาม ถ้าคุณชิมความสำเร็จได้อย่างหนึ่งแล้ว
อะไรก็ตามที่เป็นอุปสรรคหลังจากนั้น จะดูง่ายไปหมด &#8221;

ความเป็น “สุดยอด” ของนักเล่นหุ้นธรรมดาๆ คนหนึ่ง  ที่ลงทุนจากเงินทุน 2 ล้านบาท แล้วประสบความสำเร็จจนมีเงินนับ “พันล้านบาท”  จาก “ต้นกล้า” ฝ่าแดด…ต้านฝน จนเป็น “ไม้ใหญ่”
กรุงเทพธุรกิจออ นไลน์ : การนำเสนอ Story ชีวิต และความสำเร็จของ “เสี่ยยักษ์” วิชัย  วชิรพงศ์ ก็เดินทางมาถึง “ปลายทาง” ตามวาระแห่งความพอดี (ฉบับสุดท้าย  วันที่ 19 ตุลาคม 2550 วันครบรอบ 20 ปีเต็ม ของเหตุการณ์ Black Monday)  ไม่มีงานเลี้ยงใดที่ไม่เลิกรา รวมทั้งสิ้น 27 ตอน กับอีก 1 บทสรุปของ  “สุดยอดวิชา” อ่านได้ที่นี่

ความเป็น [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>&#8220;ไม่ว่าใครก็ตาม ถ้าคุณชิมความสำเร็จได้อย่างหนึ่งแล้ว<br />
อะไรก็ตามที่เป็นอุปสรรคหลังจากนั้น จะดูง่ายไปหมด &#8221;</p>
<p><img class="alignleft" style="float: left;" src="http://www.bloggang.com/data/korn09/picture/1222693432.jpg" alt="" width="180" height="119" /></p>
<blockquote><p><span>ความเป็น “สุดยอด” ของนักเล่นหุ้นธรรมดาๆ คนหนึ่ง  ที่ลงทุนจากเงินทุน 2 ล้านบาท แล้วประสบความสำเร็จจนมีเงินนับ “พันล้านบาท”  จาก “ต้นกล้า” ฝ่าแดด…ต้านฝน จนเป็น “ไม้ใหญ่”</span></p>
<p>กรุงเทพธุรกิจออ นไลน์ : การนำเสนอ Story ชีวิต และความสำเร็จของ “เสี่ยยักษ์” วิชัย  วชิรพงศ์ ก็เดินทางมาถึง “ปลายทาง” ตามวาระแห่งความพอดี (ฉบับสุดท้าย  วันที่ 19 ตุลาคม 2550 วันครบรอบ 20 ปีเต็ม ของเหตุการณ์ Black Monday)  ไม่มีงานเลี้ยงใดที่ไม่เลิกรา รวมทั้งสิ้น 27 ตอน กับอีก 1 บทสรุปของ  “สุดยอดวิชา” <a href="http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=korn09&amp;group=6">อ่านได้ที่นี่</a></p>
<p><span id="more-279"></span></p>
<p><span>ความเป็น “สุดยอด” ของนักเล่นหุ้นธรรมดาๆ คนหนึ่ง  ที่ลงทุนจากเงินทุน 2 ล้านบาท แล้วประสบความสำเร็จจนมีเงินนับ “พันล้านบาท”  จาก “ต้นกล้า” ฝ่าแดด…ต้านฝน จนเป็น “ไม้ใหญ่” ขอคารวะด้วยจิตศรัทธาว่า  “ไม่ธรรมดา”</p>
<p>ก่อนจากลา “ถนนนักลงทุน” ขอรวบรวมคำพูดและวลีเด็ดๆ  จากกูรูหุ้นระดับประเทศท่านนี้ ถ่ายทอดเป็น “ยอดวิชา” หวังให้ไป “ผลิบาน”  ในความคิดของนักลงทุน เติบโตเป็นต้นไม้ใหญ่  สืบสานสร้างความมั่งคั่งเรื่อยไป</p>
<p>ตั้งแต่ตอนที่ 1 ถึง ตอนที่ 27 มี  วลีเด็ดๆ ที่น่าสนใจดังนี้</p>
<p>ตอนที่ 1 เงินนี่มันแปลก เงิน 1 ล้านบาท  คุณจะเพิ่มให้เป็น 2 ล้านบาท ช่วงนี้จะยากมาก แต่จาก 2 เพิ่มเป็น 4  เริ่มง่าย จาก 4 เพิ่มเป็น 8 ยิ่งง่ายกว่า…นี่เรื่องจริง</p>
<p>ตอนที่ 2  ถ้าในโลกนี้ใครได้อะไรมาง่ายๆ  ก็ยากที่จะรักษาให้มันอยู่กับเราได้อย่างยั่งยืน</p>
<p>ตอนที่ 3  หุ้นจะเป็นขาขึ้น “ราคา” และ “ปริมาณ”  จะต้องเคลื่อนไปในทิศทางที่สอดคล้องกัน</p>
<p>ตอนที่ 4  ถ้าเราเลือกหุ้นพี/อี ต่ำ พื้นฐานดี แต่ซื้อแล้วราคาไม่ขึ้น…มีแต่ลง  แสดงว่าความคิดของเรา “ผิด” คุณต้องเปลี่ยน “อย่าดันทุรัง”</p>
<p>ตอนที่ 5  สมัยที่ยังเล่นหุ้นไม่เก่ง วิธีที่ผมใช้…จะลอกข้อสอบคนเก่ง  แต่ระหว่างที่เราลอกข้อสอบเขา เราก็ต้องพัฒนาตัวเองตามให้ทัน</p>
<p>ตอน ที่ 6 ในการเล่นหุ้นให้ชนะตลาด เราต้องพายเรือตามน้ำ อย่าพายเรือทวนน้ำ  เพราะการ “ฝืนกระแส” จะทำให้เรา “เสี่ยงสูง” ที่จะขาดทุน</p>
<p>ตอนที่ 7  จากประสบการณ์ 20 ปี จะซื้อหุ้นให้ได้กำไร เราต้องกล้าไปจ่ายตลาด  “ตอนประมาณ ตี 5″ หรือ อีก 1 ชั่วโมงฟ้าจะสว่าง…ผีไม่มี</p>
<p>ตอนที่ 8  วิธีการเอาตัวรอดในช่วงที่ต้องเผชิญกับ “วิกฤตการณ์” ทางเดียวที่จะทำให้เรา  “รอด” คือ การตัดนิ้ว (Cut Loss) ยอมขาดทุนรักษาชีวิต</p>
<p>ตอนที่ 9  ความลับของเงินจะเติบโตก็เฉพาะกับคนที่รู้จักใช้มันเมื่อถึงเวลาอันเหมาะสม</p>
<p>ตอน ที่ 10 การเล่นหุ้นเพื่อหวังกำไร 3-5% เป็นการลงทุนที่มีโอกาส “ร่ำรวย”  ได้ยาก!!! เพราะการตัดสินใจซื้อ-ขายบ่อยโอกาสผิดพลาดจะสูง</p>
<p>ตอนที่  11 คำศัพท์ของนักเล่นหุ้น เขาบอกว่า “ลูกยังเล็กอยู่” เราจะพลาดไม่ได้  หมายความว่าหุ้นตัวนี้ “อันตราย” เราต้อง Cut Loss ทิ้ง</p>
<p>ตอนที่ 12  ในจังหวะที่หุ้นเป็นขาขึ้น เราต้อง Let the Profit Run  ปล่อยให้กำไรวิ่งเต็มสตีม เมื่อไรที่ราคาเริ่มปรับฐานลงมาพร้อมวอลุ่ม  เราต้องรีบล้างพอร์ตออกไป</p>
<p>ตอนที่ 13 ท่องเอาไว้เลย “วอลุ่มพีค” คือ  “ราคาพีค” และ ถ้าหุ้นปรับฐานแล้ว “รีบาวด์” แต่ไม่ทำ “นิวไฮ”  ใหม่…”มันต้องลง”</p>
<p>ตอนที่ 14 ถ้าหุ้นเป็น “ขาลง” แล้ว “วอลุ่มหาย”  นี่เป็นตามธรรมชาติ แต่ถ้าหุ้นเป็น “ขาขึ้น” แล้ว “วอลุ่มหาย”  นี่มันผิดกฎธรรมชาติ ให้สงสัยไว้ก่อนว่า “มันกำลังจะวิ่ง”</p>
<p>ตอนที่  15 นิสัยผมถ้าอะไรที่ไม่แน่ใจเต็มร้อย ผมจะเข้าไปลงทุนด้วยเงินก้อนน้อยๆ  ก่อน ยิ่งถ้าเป็นหุ้นเก็งกำไร จะเล่นเป็นรอบ จะไม่ทุ่มสุดตัว และไม่ถือยาว</p>
<p>ตอน ที่ 16 คำว่า “ข่าวลือ” คุณต้องแอบพูดในที่ “ลับ”  ถ้ามากระจายให้มหาชนรับรู้…มาบอกนักข่าว แสดงว่า “จบรอบ” แล้ว…คุณต้องทิ้ง</p>
<p>ตอน ที่ 17 ถ้าจะเล่น “หุ้นปั่น” เราต้องซื้อน้อยๆ เกาะตู้เย็น หาค่ากับข้าวได้  แต่อย่าไปเล่นแรง อย่าไปทุ่ม เดี๋ยวเจ้ามือมันจะโยนหุ้นใส่เรา</p>
<p>ตอน ที่ 18 กรณีที่หุ้นจะปรับตัว “ลงแรง” วอลุ่มมักจะทำ “พีค” ก่อน  ให้สังเกตว่ารายย่อยจะแห่เข้าใส่ แบบไม่ลืมหูลืมตา เวลาที่หุ้นปรับตัวมันจะ  “ลงลึก”</p>
<p>ตอนที่ 19 ในช่วงของการสะสมหุ้น ถ้าเป็น “หุ้นดี”  ให้สังเกตฝั่ง Bid จะน้อย แต่ฝั่ง Offer จะเยอะ ภาวะอย่างนี้คือ  ช่วงที่ดัชนี SET ประมาณ ตี 4 ตี 5 คนยังเล่นหุ้นไม่เต็มตัว เขาจะรอรับ  แต่ไม่ไล่ราคา</p>
<p>ตอนที่ 20 “เฮียประธาน”  เขาเป็นเจ้าของคอร์ทแบดมินตัน อยู่แถวถนนบางรัก ฉายาเขา คือ “พญาอินทรี”  ถ้าวันไหนที่พวกเรา “เละ” หรือ “เจ๊ง” กันหมด  เขาจะบินมาเลย…เขาจะมาซื้อหุ้น</p>
<p>ตอนที่ 21 การอ่านอารมณ์ตลาด ถ้า  “รายย่อย” สงบเสงี่ยมเจียมตัว “ฝรั่ง” ไม่เข้า  บอกได้เลยว่าเล่นหุ้นไม่ได้ตังค์ ถ้าจะเล่นหุ้นได้กำไร  รายย่อยต้องมีจุดมั่นใจ นักเก็งกำไรแห่กันเข้ามาเล่นตามน้ำ ตลาดแบบนี้  “ได้ตังค์”</p>
<p>ตอนที่ 22 ถ้าเราเทรดหุ้นทุกวัน สมองมันไม่มีจุดคิด  การตัดสินใจบ่อยมันพลาดได้ง่าย คุณต้องรอจังหวะ  รอให้เครื่องมือทางเทคนิคยืนยัน แล้วทุกคนเริ่มกลัวกันหมด ตรงนั้นคือ  จุดที่ปลอดภัยที่สุด ซื้อเสร็จก็ใส่ปี๊บเอาไว้</p>
<p>ตอนที่ 23 ถ้าคิดจะ  “สร้างราคาหุ้น” แล้วไม่ให้วงแตก มือทำหุ้นที่เป็นมืออาชีพ  เขาจะบอกเจ้าของหุ้นว่า คุณต้องโอนหุ้นมาให้ก่อน  แล้วต้องเอาเงินมาให้ด้วย…ล้านเปอร์เซ็นต์เลย ถึงจะสำเร็จ !!!</p>
<p>ตอน ที่ 24 พูดตรงๆ ผมเคยเล่นหุ้นปั่น วันที่ผมขายหมด บางคนไม่ได้ขาย  ผมเสียเพื่อนไปก็หลายคน เสียน้องไปก็หลายคน สุดท้ายมันไม่ได้อะไรขึ้นมา  มันไม่คุ้มหรอก…เชื่อผมสิ!!!</p>
<p>ตอนที่ 25 วิธีการลงทุนแบบ “แวลู  อินเวสเตอร์” ส่วนตัวมองว่า “มันเสี่ยง” บางทีหุ้นลงก็ต้องถือ  เพราะคุณคิดว่าพื้นฐานมันไม่เปลี่ยน เดี๋ยวมันก็ต้องกลับมา แต่เมื่อไรล่ะ!!  ถ้าคุณไม่ Cut Loss ตอนหุ้นลง มันเสียโอกาส</p>
<p>ตอนที่ 26  ลักษณะตลาดหุ้นที่แกว่งตัวออกด้านข้าง และไม่มีข่าวดีอะไรใหม่ๆ  เข้ามาในตลาด คนที่เล่นหุ้นแล้วได้ตังค์ ต้อง “เล่นรอบ” คือ เล่นหุ้นแบบ  “ปิงปอง” จะได้เปรียบ แต่อย่าไปทุ่มเทอะไรกับมันมาก</p>
<p>ตอนที่ 27  วอร์แรนท์ที่ราคาแปลงสภาพ “ต่ำกว่าหุ้นแม่” ยิ่งเหลืออายุน้อย  เจ้ามือยิ่งกดรายย่อยให้ปล่อยหุ้นออกมา  เพราะเขารู้ว่าไม่มีเงินไปแปลงสภาพแน่ เขาก็บีบซื้อราคาถูกเอาไปแปลงสภาพเอง</p>
<p>นอก จากนี้ “เสี่ยยักษ์” ยังมีเคล็ดไม่ลับ ที่อยากฝากแฟนๆ “ถนนนักลงทุน” อีก 5  ข้อ</p>
<p>“คำพูดที่ผมอยากจะฝากไว้ จำเอาไว้เลยนะ…”</p>
<p>1.อย่าตามหลัง มวลชน 2.จุดที่มั่นใจที่สุด คือ จุดที่อันตรายที่สุด 3.จุดที่อันตรายที่สุด  คือ จุดที่ปลอดภัยที่สุด นั่นคือ ประมาณ “ตี 5″ ถึง “ตี 5 ครึ่ง”  (ก่อนฟ้าสาง) 4.อย่าคิดคนเดียว อย่าตอบคำถามคนเดียว อย่าเล่นหุ้นคนเดียว  และ 5.คนเล่นหุ้นให้ชนะ ต้องเลิกนิสัย “ถามเอง-ตอบเอง-เออเอง” สุดท้าย  “เจ๊งลูกเดียว”</p>
<p>ที่มา : Bangkok Biz Week</span></p></blockquote>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.mba.aboutchan.com/?feed=rss2&amp;p=279</wfw:commentRss>
		</item>
		<item>
		<title>MV.ปลายฝัน ost.TOYOTA New VIOS - ว่าน ธนกฤต</title>
		<link>http://www.mba.aboutchan.com/?p=278</link>
		<comments>http://www.mba.aboutchan.com/?p=278#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 30 Jul 2010 01:31:48 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[กิน ดื่ม เที่ยว]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.mba.aboutchan.com/?p=278</guid>
		<description><![CDATA[
]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><object width="640" height="385"><param name="movie" value="http://www.youtube.com/v/CXNEZrP-rw8&#038;color1=0xb1b1b1&#038;color2=0xd0d0d0&#038;hl=en_US&#038;feature=player_embedded&#038;fs=1"></param><param name="allowFullScreen" value="true"></param><param name="allowScriptAccess" value="always"></param><embed src="http://www.youtube.com/v/CXNEZrP-rw8&#038;color1=0xb1b1b1&#038;color2=0xd0d0d0&#038;hl=en_US&#038;feature=player_embedded&#038;fs=1" type="application/x-shockwave-flash" allowfullscreen="true" allowScriptAccess="always" width="640" height="385"></embed></object></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.mba.aboutchan.com/?feed=rss2&amp;p=278</wfw:commentRss>
		</item>
	</channel>
</rss>
