07 Mar 2009 เหตุผลที่ขาย iPhone
 |  Category: เทคโนโลยี่

Chitpong’s Personal Thoughtบล็อก Entangled (guopai.wordpress.com)

สังเกตตัวเองว่าไม่ค่อยได้เป็นเจ้าของผลิตภัณฑ์ของ Apple ได้นาน ต้องมีอันขายออกไปหรือทำหาย คราวนี้มาถึงคิวของ iPhone ที่ใช้มาเกือบ 1 ปี

อันที่จริง iPhone ก็เป็นอุปกรณ์ที่ใช้แล้วประทับใจ ประโยชน์ที่ได้จริงๆ นอกเหนือจากการเป็นโทรศัพท์ ก็คือการสามารถอ่านข่าวใน Google Reader ได้อย่างสะดวก เช่นตื่นนอนมาก็หยิบ iPhone ขึ้นมาอ่านข่าวก่อนทำอย่างอื่น เหมือนอ่านหนังสือพิมพ์ตอนเช้า หรือตอนอยู่บนรถ นั่งรอ ก็อ่านข่าวได้ทุกที่ นอกจากนั้นก็จะเป็นการเช็คอีเมล

แต่นอกจากการเป็น โทรศัพท์และการอ่านข่าว ผมก็แทบไม่ได้ใช้ประโยชน์จากคุณสมบัติอื่นของ iPhone ไม่ว่าจะเป็นการฟังเพลง (ที่ฟังเครื่องเสียงที่บ้านดีกว่าเยอะ) เล่นเกม เข้าเว็บทั่วไป ถ่ายรูป (เพราะช่วงหลังๆ มีกล้องจริงๆ เป็นที่เรียบร้อย) ดูแผนที่ ดูหุ้น และอื่นๆ

อย่างไรก็ตาม การไม่ค่อยได้ใช้คุณสมบัติที่กล่าวมา ไม่ได้เป็นเหตุผลหลักที่ทำให้ผมขาย iPhone ซึ่งเหตุผลหลักที่ว่านั้นมีดังนี้

  • แบตเตอรี่เริ่มเสื่อม ไม่สามารถเปลี่ยนได้: iPhone น่าจะเป็นโทรศัพท์มือถือที่เป็นที่นิยมทั่วไปยี่ห้อเดียว ที่ไม่สามารถเปลี่ยนแบตเตอรี่ได้ เป็นที่รู้กันว่าแบตเตอรี่ที่ใช้เทคโนโลยี Li-ion ในปัจจุบัน มีอายุการใช้งานประมาณ 300 Cycle หรือ 2-3 ปี หลังจากนั้นความสามารถในการเก็บประจุจะลดลงอย่างรวดเร็วจนไม่สามารถใช้งาน ได้อย่างมีประโยชน์ (Unuseful) ซึ่งผมใช้ iPhone มาแล้วเกือบ 1 ปี แปลว่าอายุการใช้งานจริงจะเหลืออีกเพียงแค่ 1 ปีเท่านั้น หลังจากนั้นจะเอาไปทำอะไรก็ไม่ได้ ถ้าขายก็จะไม่ได้ราคาเพราะมันใช้ไม่ได้อีกต่อไป
  • ไม่สามารถนำ contact กลับเข้า SIM card ได้: iPhone ถูกออกแบบมาให้มีความ “พิเศษ” หลายประการ เช่นการจัดการรายชื่อโทรศัพท์ (contact) ที่ตัวเครื่องโดยไม่เกี่ยวข้องกับ SIM card แปลว่า contact ที่เราบันทึกลงใน iPhone จะไม่อยู่ใน SIM card แล้วก็ไม่สามารถ export contact เหล่านั้นกลับเข้า SIM card ได้ ส่งผลให้ถ้าเราต้องเปลี่ยนโทรศัพท์ จะต้องใส่ contact เหล่านั้นด้วยมือ อันที่จริง firmware รุ่น 1.x มีโปรแกรม (เถื่อน) ที่สามารถ export contact ได้ แต่โปรแกรมนั้นก็เลิกพัฒนาเมื่อ Apple พัฒนา firmware รุ่น 2.x (ส่วนการ export contact โดยการ sync เข้ากับ Google Address Book ก็ไม่สามารถทำได้เพราะ option นี้ถูกปิดไว้ใน iTunes โดยไม่มีเหตุผล เห็นหลายคนบ่นเหมือนกัน แล้วเท่าที่รู้ก็ยังไม่มีคำตอบจาก Apple)
  • ไม่มีวิธีการนำรูปที่ถ่ายจากกล้องเข้าเครื่องแบบง่ายๆ: โดยทั่วไปโทรศัพท์มือถือที่ถ่ายรูปได้ มักมีกลไกการนำรูปที่ถ่ายเข้าเครื่องคอมพิวเตอร์ ไม่ว่าจะโดยผ่านสายลิงค์ หรือ Bluetooth แต่ iPhone ต้องใช้วิธีการอีเมลรูปนั้นเข้าบริการรับฝากรูปเช่น Flickr โดยรูปที่ถูกอีเมลจะถูกลดขนาดลงเหลือเพียง 640×480 px เท่านั้น และต้องอีเมลทีละรูป ซึ่งใช้เวลามาก ถ้าอยากอับโหลดรูปทีเดียวเยอะๆ ก็ต้องใช้โปรแกรม (เถื่อน) ช่วย

นอกจากนั้นยังมีข้อจำกัดอื่นๆ ที่รู้อยู่ตั้งแต่แรก เช่น รูเสียบหูฟังไม่สามารถใช้กับหูฟังอื่นๆ ได้ ถ้าอยากใช้หูฟังอื่นต้องใช้ตัวแปลง (ราคาแพง) การไม่สามารถเพิ่มความจุโดยใช้ memory card และความบกพร่องเล็กๆ น้อยๆ เช่นความไม่เสถียรของ browser ที่ชอบปิดตัวเองบ่อยๆ เมื่อเปิดเว็บที่ซับซ้อนหรือยาวหน่อย

จะเห็นว่าจุดบกพร่องทั้งสามข้อนั้นเป็นจุดบกพร่องที่ส่งผลต่อคุณสมบัติใน การทำงานอย่างร้ายแรง ไม่ใช่เพียงทำให้เราไม่สะดวก แต่เป็นการลดทอนสิ่งที่โทรศัพท์ควรทำได้ออกไป เห็นได้ไม่ยากว่า Apple “จงใจ” สร้างข้อจำกัดเหล่านี้ เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ใช้ iPhone เปลี่ยนกลับไปใช้โทรศัพท์ยี่ห้ออื่น (สร้างสภาวะ vendor locked-in) และสร้างเงื่อนไขให้ผู้ใช้ไม่สามารถใช้ผลิตภัณฑ์ได้นาน แต่ต้องซื้อใหม่เรื่อยๆ พฤติกรรมเหล่านี้ผมคิดว่าเป็นตัวแทนที่ชัดเจนของด้านมืดของบริโภคนิยมและทุน ผูกขาด นอกจากนั้นยังเป็นพฤติกรรมที่สวนทางกับหลักเสรีภาพ (freedom) และแนวคิดการออกแบบผลิตภัณฑ์ให้สามารถใช้งานร่วมกับคนอื่น (interoperability) โดยยึดมาตรฐาน (standards) อีกด้วย

นอกจากการจงใจสร้างข้อจำกัด Apple ยังมีแนวคิดลึกๆ ว่าต้องให้การออกแบบมาก่อนคุณสมบัติ (design over functionalities) ซึ่งเป็นแนวคิดที่ทำให้ขายของได้เพราะมันสร้างกระแส (hype) ได้ ตั้งแต่ Steve Jobs มาเป็น CEO ของ Apple บริษัทก็ใช้แนวทางนี้เรื่อยมา ซึ่งก็ดูเหมือนจะได้ผลเพราะใช้ “ถูกที่ถูกจังหวะ” ดึงดูดกลุ่มลูกค้าที่มีความโน้มเอียงจะให้ความสำคัญกับการออกแบบ เช่นคนรุ่นใหม่ที่มีอันจะกิน ที่เป็นฐานลูกค้าที่เดิมไม่มีทางเลือกในการบริโภคอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ที่มี สไตล์และใช้งานได้ง่าย การให้ความสำคัญกับการออกแบบเหนือสิ่งอื่นใดนี้ก็เป็นส่วนทำให้เกิดข้อจำกัด หลายอย่าง เช่นเรื่องแบตเตอรี่และการไม่สามารถ export contact ได้ (แต่กลับ import contact ได้โดยง่าย…) และการไม่สามารถเพิ่ม memory card ได้

ทั้งหมดที่กล่าวมาทำให้ผมตัดสินใจขาย iPhone แล้วเอาเงินไปซื้อโทรศัพท์ Samsung รุ่นเล็กสุด (C170) ที่ดูดีและคุ้มค่าในราคาพันกว่าบาทแล้วยังเหลือเงินเก็บหมื่นกว่าบาท ผมคิดว่านี่เป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องที่สุดอีกครั้งในชีวิต
ref: http://guopai.wordpress.com/2008/11/20/%e0%b9%80%e0%b8%ab%e0%b8%95%e0%b8%b8%e0%b8%9c%e0%b8%a5%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%82%e0%b8%b2%e0%b8%a2-iphone/

เผยแพร่ใน :

on พฤศจิกายน 20, 2008 at 5:01 am
Tags: , , , ,

You can follow any responses to this entry through the RSS 2.0 feed. You can leave a response, or trackback from your own site.

2 Responses

  1. อยากได้iphoneมั่งจังเลยแต่ราคามันตั้ง20000กว่า แล้วหนูเป็นน.ร.อยู่ม.1ขึ้นม.2คนขายช่วยลดราคาจาก20000กว่า เป็น1500ได้ไหมคะช่วยบอกทางmailของหนูด้วยถ้าได้หนูจะรีบไปซื้อเลยค่า

  2. เห็นด้วยอย่างยิ่งครับ Apple ชอบทำผลิตภัณฑ์ที่ไม่ support กับ ผลิตภัณฑ์ของยี่ห้ออื่นๆได้ จะทำอะไรทีก็ต้องใช้ของ Apple ตลอด ฟังก์ชั่นการใช้งานก็ถูกจำกัดหลายอย่างมากมาย
    ผมเห็นด้วยทุกประการกับข้อความในกระทู้นี้ครับ ยี่ห้ออื่นมีคุณสมบัติดี ฟังก์ชั่นใช้งานเยอะแยะและใช้งานสะดวกกว่า Apple อีกครับ HTC เลยครับสุดยอดทั้ง Design และ Function ติดอย่างเดียว แพงครับ 555 แต่ยังไงก็ตาม Nokia ก็ดีและราคาไม่แพงมากด้วยครับใช้งานง่ายไม่ต้องไปลง itune ให้ยุ่งยากด้วย

Leave a Reply